วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557


          สิทธิในที่ดินของประชาชนบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว
                    กรณีศึกษา : บ้านหินสูง หมู่ที่ 5 ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี

                            The Right to Land of Inhabitants on Thailand-Lao Border

: The Case of Ban Hin Soong  Village No.5 , Chong Mek sub-district, Sirindhorn  district,  Ubon Ratchathani Province , Thailand


โดย อภิชาต พงษ์สวัสดิ์ 


บทคัดย่อ

ค้นคว้าอิสระเรื่อง  สิทธิในที่ดินของประชาชนบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว กรณีศึกษา : บ้านหินสูง หมู่ที่ 5 ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี”  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงความเป็นมาของการตั้งถิ่นฐานของชุมชนในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว ศึกษาถึงการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีต่อชุมชนกรณีการใช้สิทธิการถือครองที่ดินและศึกษาถึงสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินของประชาชน
การศึกษาครั้งนี้เริ่มต้นจากการเก็บข้อมูลพื้นฐานของชุมชนประกอบด้วย ข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน การตั้งหมู่บ้าน ชีวิตความเป็นอยู่และประเพณีวัฒนธรรมรวมถึงการเข้าครอบครองและทำกินในที่ดินภายในหมู่บ้านหินสูง ลักษณะการเข้ามาตั้งถิ่นฐานและการประกอบสร้างเป็นชุมชน รวมถึงเก็บข้อมูลเกี่ยวกับมมุมมองของเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบอยู่ในพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-ลาว ต่อสิทธิในที่ดินของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ และเอกสาร บทความทางวิชการเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากที่สุด โดยได้มีการทบทวนวรรณกรรมตากหลักสิทธิมนุษยชนในเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน โดยได้อ้างอิงหลักการสิทธิมนุษยชนของบุคคลในการ เข้าใช้ประโยชน์ ครอบครอง  และการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน โดยได้อธิบายประวัติศาสตร์การอพยพและการตั้งถิ่นฐานของชุมชน ที่มีเหตุปัจจัยจากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่และประกอบกับชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธรจึงจำเป็นต้องอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้าน มีการบุกเบิกเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกิน ทั้งการใช้ประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัย การทำเกษตรกรรม และเพื่อการสาธารณะประโยชน์
เมื่อได้ข้อมูลพื้นฐานประวัติศาสตร์ชุมชน และหลักแนวคิดสิทธิมนุษยชนในกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของบุคคลแล้ว จึงได้ทำการสัมภาษณ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ที่ดิน ตำรวจตระเวนชายแดน ทหาร ที่ดูแลรับผิดชอบอยู่ในพื้นที่ เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบในหัวข้อคำถามที่วิจัย อาทิเช่น การได้มาซึ่งที่ดินของชาวบ้านได้มาอย่างไร เข้าใช้และทำประโยชน์อย่างไร มุมมองของเจ้าหน้าที่รัฐต่อการเข้ามาตั้งหมู่บ้านแนวชายแดนและสิทธิในที่ดินของชาวบ้านบ้านหินสูงเป็นอย่างไร เมื่อได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่ายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในที่ดินของประชาชนแนวชายแดนแล้ว พบว่า ชาวบ้านได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านโดยได้บุกเบิกพื้นที่ทำกินในสมัยบรรพบุรุษและที่ดินบางส่วนตกทอดเป้นมรดกมาให้ลูกหลานทำกินจนถึงปัจจุบัน โดยการเข้าครอบครองที่ดินทำกันในลักษณะเปิดเผย สงบ และมีเจตนาที่จะยึดถือไว้เพื่อตน และเข้าใช้ประโยชน์โดยการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ที่อยู่อาศัย และส่วนหนึ่งจัดสรรให้เป็นที่สาธารณะประโยชน์ของชุมชน ชาวบ้านมีความรู้สึกว่าการเข้าครอบครองที่ดินทำกินตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษโดยที่บรรพบุรุษเป็นผู้บุกเบิกที่ดินทำกินจากที่เคยเป็นป่าให้เป็นแหล่งที่อาศัย จึงเป้นสิ่งที่ถูกต้องแล้วและเห็นว่าตนเองควรได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมาย
จากการเก็บรวบรวมข้อมูลยังพบว่า ที่ดินภายในหมู่บ้านบางส่วนโดยเฉพาะที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยได้ถูกประกาศให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม โดยสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมได้ออกเอกสารรับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายแล้ว แต่ให้ออกเอกสารรับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ครอบครัวละไม่เกิน 1 ไร่เท่านั้นซึ่งสวนทางกับความเป็นจริงที่ชาวบ้านเข้าครอบครองและถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินครอบครัวละประมาณ 20-30 ไร่ที่ยังไม่ได้รับการออกเอกสารสิทธิ์รับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายซึ่งยังเป้นปัญหาที่ชาวบ้านเรียกร้องให้รัฐมีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องการออกเอกสารสิทธิ์รับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินของชาวบ้านแนวชายแดน
                ในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมมั่นคง(ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน) เห็นว่าการเข้ามาตั้งที่อยู่อาศัยของชาวบ้านในพื้นที่บ้านหินสูง เป้นเรื่องที่ดี เพราะได้เป็นกำลังเสริมที่คอยช่วยเหลือการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่คอยเฝ้าระวังแลป้องกันภัยบริเวณแนวชายแดน และแจ้งเบาะแสให้เจ้าที่หน้ารัฐทราบ ส่วนเรื่องการถือครองและสิทธิในที่ดินของประชาชนฝ่ายความมั่นคงไม่ได้มีหน้าที่เข้าไปดูแลเรื่องนี้ แต่เห็นว่าไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด ส่วนเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการดูแลป่าไม้และเจ้าหน้าที่ที่ดิน มีความเข้าใจตรงกันกับชาวบ้านถึงพื้นที่การใช้ประโยชน์ของชาวบ้านที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่จะไม่บุกรุกที่ดินเพิ่มเติม หรือเข้าไปทำกินในพื้นที่ที่ป่าไม้ดูแลอยู่
จากการผลการศึกษาพบว่าชาวบ้านได้รับเอกสารสิทธิ์รับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายเฉพาะพื้นที่ที่อยู่อาศัยเท่านั้นส่วนพื้นที่ทำกินที่มีการครอบครองและทำกินอยู่จำนวนมากยังไม่ได้รับเอกสารสิทธิ์รับรองกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย โดยมีสาเหตุจากการที่นโยบายของภาครัฐไม่มีความชัดเจนในการให้เอกสารสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว และพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีการระวังในเรื่องของความมั่นคงการตั้งถิ่นฐานของบุคคลและการเข้ามาอยู่อาศัย รัฐจึงมีความระมัดระวังในการออกเอกสารสิทธืดังกล่าวประกอบกับพื้นภายในหมู่บ้านยังถูกประกาศเป้นพื้นที่ป่า หากไปให้เอกสารสิทธิ์รับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินแก่ชาวบ้านอาจไปทับซ้อนกับพื้นที่ป่าไม้ ผู้จัยจึงเสนอให้รัฐมีนยาบยที่จะออกเอกสารสิทธิ์รับรองกรรมสิทธืให้ชาวบ้านตามกฎหมาย โดยการกำหนดลักษณะแห่งกรรมสิทธิ์สามารถทำได้หลายรูปแบบและมากน้อยเพียงนั้นให้เป็นข้อตกลงระหว่างชาวบ้านและภาครัฐต่อไป 




บทที่ 1


บทนำ

1.1 ความสำคัญของปัญหา
       ปัจจัยการผลิตอย่างหนึ่งที่มนุษย์แสวงหา คือ การครอบครองทรัพย์สิน หรือทุนใดทุนหนึ่ง ไม่ว่าจะเพื่อการทำมาหากินเลี้ยงชีพหรือเพื่อความมั่นคงของชีวิต ทรัพย์สินที่สำคัญในปัจจุบันคือ ที่ดิน ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จัดเป็นทุนอย่างหนึ่งมีมูลค่า และมีจำนวนจำกัด เป็นที่ต้องการอย่างมากในปัจจุบัน การที่บุคคลใดมีทรัพย์สินประเภทที่ดินจำนวนมาก ย่อมได้เปรียบในการผลิต แม้ว่าในอดีตที่ดินเป็นเพียงความต้องการของเกษตรกร เป็นส่วนใหญ่แต่ในปัจจุบันการต้องการที่ดินเปลี่ยนไปมาก กลุ่มทุนทางเศรษฐกิจต้องการที่ดินเพื่อเป็นปัจจัยหนึ่งในการผลิต
       เมื่อชาวบ้านฝางคำ ซึ่งเป็นกลุ่มชาวบ้านหินสูง ในอดีตได้ทำกินบริเวณท้องเขื่อนสิรินธรในปัจจุบัน ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวชั้นดีของภาคอีสาน ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำให้ทำการเพาะปลูกข้าวได้ตลอดทั้งปี ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านฝางคำ มีความเป็นอยู่ที่ดี แต่ต่อมาเมื่อประมาณปี พ..2511 ทางรัฐบาลได้มีนโยบายก่อสร้างเขื่อนสิรินธร บริเวณอำเภอพิบูลมังสาหาร (อำเภอสิรินธร ปัจจุบัน) ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านฝางคำได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนดังกล่าวด้วย หมู่บ้านฝางคำ เป็นพื้นที่ที่กลายเป็นแหล่งรองรับน้ำให้แก่เขื่อนสิรินธร ซึ่งเป็นเขื่อนที่ใช้เพื่อในการกักเก็บน้ำและผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ ชาวบ้านในหมู่บ้านฝางคำ กว่า 300 หลังคาเรือน[1]จึงจำเป็นต้องออกนอกพื้นที่ดังกล่าว และต้องหาพื้นที่ทำกินใหม่ หมู่บ้านหินสูง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีแหล่งดินและแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นพื้นที่ของการอพยพและจัดตั้งหมู่บ้าน
       ก่อนจะอพยพกันมาอยู่ที่บ้านหินสูง รัฐบาลได้จัดให้ชาวบ้านไปอยู่ในนิคมเพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งห่างจากหมู่บ้านเดิมประมาณ 30 กิโลเมตร โดยจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้ แต่มีชาวบ้านส่วนหนึ่งเห็นว่าที่ดินที่รัฐบาล ได้จัดสรรให้แก่ชาวบ้าน เป็นพื้นที่แห้งแล้ง ไม่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยและเพาะปลูกพืช โดยการทำนาได้ จึงไม่ได้ไปอาศัยในพื้นที่ดังกล่าว เป็นที่มาของการที่มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเข้ามาบุกเบิกพื้นที่บริเวณ หมู่บ้านหินสูง ซึ่งในอดีตเคยเป็นป่ารกทึบ และเป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์จำนวนมาก แรกเริ่มได้มีชาวบ้านเพียงไม่กี่ครัวเรือนได้เข้ามาบุกเบิกที่ดินทำกิน ทั้งการสร้างที่อยู่อาศัย และทำนา และไร่มันสำปะหลัง เมื่อมีประชากรในหมู่บ้านเพิ่มมากขึ้นความต้องการที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยและทำกินจึงเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน[2]
       ภายในหมู่บ้านหินสูงซึ่งอยู่ติดกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ชาวบ้านได้เริ่มมีการจัดสรรพื้นที่ต่างๆ อาทิเช่น พื้นที่เพื่อการอยู่อาศัย มีบ้านเรือน และบริเวณบ้านไว้ปลูกพืชสวนครัว   พื้นที่เพื่อเพาะปลูก เป็นพื้นที่นา และพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไว้ทำไร่มันสำปะหลัง  และ พื้นที่ส่วนกลาง มีโรงเรียน วัด ศาลากลางบ้าน เป็นต้น จะเห็นได้ว่าชาวบ้านได้เข้ามาทำกินในพื้นที่ที่เคยเป็นป่า ซึ่งทางการยืนยันจะไม่รับรองออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินให้ การครอบครองที่ดินจึงทำได้เพียงการแสดงเจตนาทำกินและอยู่อาศัย ซึ่งชาวบ้านและผู้นำชุมชนรับรู้และยอมรับกัน อีกทั้งชาวบ้านยังมีกระบวนการจัดสรรที่ดินที่จะใช้ประโยชน์ร่วมกันภายในหมู่บ้าน เพื่อให้คนในหมู่บ้านได้รับประโยชน์ต่างๆ  รายงานการค้นคว้าอิสระนี้จึงต้องการศึกษาเพื่อหาคำตอบว่า มีเหตุใดรัฐจึงไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ให้ชาวบ้านในพื้นที่ที่ชาวบ้านทำกินมาหลายสิบปีได้ ชาวบ้านหินสูงมีการถือครองสิทธิบนที่ดินอย่างไร รวมถึงการจัดสรรการใช้สอยที่ดินทั้งในภายในครอบครัวและชุมชนในพื้นที่อย่างไรด้วย เพื่อให้ทราบการครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยผลการศึกษาจะสะท้อนให้เห็นปัญหาการทำกินบนที่ดิน ซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ์และอธิบายมุมมองสิทธิในที่ดินทำกินที่ไม่ใช่การมองจากผู้มีอำนาจรัฐในที่ใช้กลไกทางกฎหมายมาปรับใช้เพียงอย่างเดียว

1.2 คำถามการวิจัย
                   การถือครองสิทธิบนที่ดินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดน (หมู่บ้านหินสูง) มีลักษณะอย่างไร

1.3 วัตถุประสงค์
       1.3.1 เพื่อศึกษาถึงความเป็นมาของการตั้งถิ่นฐานของชุมชน
                   1.3.2 ศึกษาถึงลักษณะการใช้ประโยชน์ในที่ดินของประชาชน

1.4 ขอบเขตการวิจัย
                   ผู้ศึกษาได้กำหนดขอบเขตในการวิจัยไว้ดังนี้

1.5 พื้นที่เป้าหมาย
                   1.5.1บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว บ้านหินสูง หมู่ที่ 5 ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
                   1.5.2 ชาวบ้านภายในหมู่บ้านหินสูงที่เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ทั้งที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย และที่ดินเพื่อการเพาะปลูก รวมถึง การครอบครองที่ดินของหน่วยงานของรัฐและที่ดินที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันด้วย

1.6 นิยามศัพท์
                   1.6.1 สิทธิในที่ดิน หมายถึง กรรมสิทธิ์ที่สามารถเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยมีสิทธิที่จะจำหน่ายจ่าย โอน  และกีดกันหรือยินยอมให้ผู้อื่น ใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินนั้นได้
               1.6.2 การครอบครองที่ดิน หมายถึง การใช้ที่ดินโดยไม่ได้รับกรรมสิทธิ์ในการให้ผู้อื่นจำหน่าย จ่าย โอน การครองครอบนั้น

1.7 ประโยชน์ที่ได้รับ
                   1.7.1ทำให้ทราบปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาการทำกินบนที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์

1.8 ระเบียบวิธีวิจัย
                   การศึกษาวิจัยเรื่อง สิทธิในที่ดินของประชาชนบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว นี้เป็นการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative research) เพื่อเป็นการศึกษาเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานชุมชนและสิทธิในการครอบครองที่ดินทำกินรวมถึงปัจจัยต่างๆที่ผลต่อการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของประชาชนในพื้นที่บ้านหินสูง หมู่ที่ 5 ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี มีรายละเอียดในการศึกษาค้นคว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งรายละเอียดดังนี้
                   1.8.1 ประวัติศาสตร์ชุมชน ในเรื่องการอพยพการเข้ามาตั้งถิ่นฐานและครอบครองที่ดินในยุคเริ่มแรก
                   1.8.2 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของชุมชน
                   1.8.2.1 สังคม
                   1.8.2.2 ศิลปวัฒนธรรม
                   1.8.2.3 สิ่งแวดล้อม
                   1.8.2.4 ความเชื่อมโยงกับประเด็นการครอบครองและถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
                   การศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ทั้งการใช้ที่ดินเพื่ออาศัย การใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการจัดสรรการใช้ที่ดินเพื่อสาธารณะประโยชน์ส่วนรวมของชุมชน รวมถึงการสำรวจข้อมูลแยกเป็นรายครอบครัวตัวอย่าง ในการครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินและนำมาวิเคราะห์ถึงสิทธิทำกิน นำเสนอถึงมุมมองการครอบครองและสิทธิในที่ดินของชาวบ้านจากภาครัฐ ชาวบ้านด้วย

1.9 พื้นที่ที่ศึกษา
               เป็นพื้นที่บริเวณหมู่บ้านแนวชายแดนไทย-ลาว อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี กรณีศึกษาและเก็บข้อมูลที่หมู่บ้านหินสูง หมู่ที่ 5 ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี

1.10 การเข้าสู่พื้นที่
               ผู้วิจัยเป็นนักศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต (บัณฑิตอาสาสมัคร) ลงพื้นที่ศึกษาชุมชนและปฏิบัติงานในพื้นที่หมู่บ้านหินสูง ในโครงการมูลนิธิพิทักษ์สตรี มีบทบาทเสมือนเจ้าหน้าที่อาสาสมัครช่วยเหลือชาวบ้านในด้านต่างๆ เช่น ช่วยเหลือผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชน ประสานงานชุมชนกับมูลนิธิฯ เป็นต้น เป็นระยะเวลารวม 7 เดือน (กันยายน 2556 – มีนาคม 2557) ได้พักอาศัยและรู้จักกับชาวบ้านรวมถึงทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนในหมู่บ้านหินสูง รวมถึงหมู่บ้านใกล้เคียง เป็นอย่างดี ชาวบ้านมองผู้วิจัยว่าเป็นนักศึกษาที่เข้ามาเก็บข้อมูลชุมชนเพื่อทำการศึกษา ผลตอบรับชาวบ้านให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลในหัวข้อที่จะศึกษาเป็นอย่างดี
1.11 การเก็บรวบรวมข้อมูล
                   1.11.1 ผู้ให้ข้อมูล
                   ผู้ให้ข้อมูลต่อกรณีศึกษา แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ประกอบด้วย
            1.11.1.1 ผู้ที่ครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินรวมถึงถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินคือ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ที่ได้ทำกินในที่ดินและแสดงสิทธิอย่างเปิดเผย และมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน สามารถที่จะขาย หรือให้ผู้ใดเข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ด้วย
                        1.11.1.2 ผู้ที่ครอบครองและใช้ประโยชน์แต่ไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินคือ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ที่ได้ทำกินในที่ดินและใช้ประโยชน์ แต่ไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน สามารถที่จะปลูกพืช ปลูกที่พักอาศัยในลักษณะชั่วคราวได้ แต่ไม่สามารถที่จะโอน ขาย หรือให้ผู้อื่นเข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ คนกลุ่มนี้มักเป็นแรงงานรับจ้างจากเจ้าของที่ดิน
                        1.11.1.3 ผู้ที่ถือกรรมสิทธิ์แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์และครอบครองที่ดิน คือ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ที่ตนเองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน สามารถที่จะโอน ขาย ให้กับบุคคลอื่นได้ แต่ตนเองไม่ได้เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดิน แต่อย่างใด แต่ยังสามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้อย่างเปิดเผยและเป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่รับที่ดินมาจากมรดกตกทอด มีฐานะดี และมีที่ดินจำนวนมาก
                   1.11.2 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
                        1.11.2.1 การเก็บรวบรวมใช้วิธีการสัมภาษณ์ และ การสังเกต
                   ผู้วิจัยได้พักอาศัยและใช้ชีวิตร่วมกับชาวบ้าน เมื่อมีโอกาสที่ชาวบ้านเข้าไปทำสวนหรือทำนา ผู้วิจัยได้เข้าไปร่วมกิจกรรมด้วย และใช้โอกาสนั้นสอบถามชาวบ้านในประเด็นที่ศึกษา  รวมถึงสังเกตพฤติกรรมของชาวบ้านในระหว่างสัมภาษณ์และใช้ชีวิตในพื้นที่   จากการสัมภาษณ์และสังเกตพบว่า ชาวบ้านไม่ได้มีท่าทีหวาดระแวงหรือกลัวต่อคำถามในการสัมภาษณ์ในหัวข้อที่ต้องการศึกษาแต่อย่างใด ชาวบ้านมีความเชื่อมั่นว่าตนเองมีสิทธิในที่ดินที่ทำกินอยู่ และไม่มีใครสามารถแย่งสิทธิในการครอบครองและทำกินนี้ไปจากตนได้ อีกทั้งเห็นได้ว่าผู้วิจัยเป็นนักศึกษาที่เข้ามาช่วยงานในชุมชนหลายเรื่อง จึงให้ความไว้วางใจในการให้คำตอบด้วยดี และไม่มีข้อมูลที่ต้องปิดบังแต่อย่างใด
                   1.11.3 แนวคำถามการสัมภาษณ์
                   แนวคำถามการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาแบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้
                        1.11.3.1 กลุ่มชาวบ้าน
                        1) ทำกินในที่ดินมากี่ปีแล้ว
                        2) ได้ที่ดินผืนนี้มาด้วยวิธีการใด
                        3) เคยมีบุคคลอื่นมาแย่งสิทธิ์เข้าทำกินในที่ดินเราหรือไม่ ตัวอย่างคำถามที่ต้องระวังในการถามกลุ่มชาวบ้าน อาทิเช่น ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐจะขอพื้นที่เป็นของทางราชการจะยอมไหม
                        1.11.3.2 กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ
                        1) มองเรื่องสิทธิในที่ดินของชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนอย่างไร
                        2) ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ทางราชการมีนโยบายอย่างไรกับสิทธิในที่ดินของชาวบ้าน
                   ตัวอย่างคำถามที่ต้องระวังในการถามกลุ่มเจ้าที่รัฐ อาทิเช่น  การถามเรื่องสิทธิในที่ดินของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธร

               1.12 ระยะเวลาในการศึกษา
               ช่วงปฏิบัติงานภาคสนาม 7 เดือน ระหว่างเดือนกันยายน 2556 - เดือนมีนาคม 2557



[1]เอกสารประชาสัมพันธ์, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, 2550
[2]นายอาทิตย์ขจรปฐพี คูณแก้ว, กำนันตำบลช่องเม็ก, สัมภาษณ์, 7 พฤศจิกายน 2556




บทที่ 2


แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

2.1 ทบทวนวรรณกรรม
                   2.1.1 หลักสิทธิมนุษยชนและกรรมสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สิน(ที่ดิน)
       ในระบบเศรษฐกิจตลาด  สิทธิการถือครองหรือเป็นเจ้าของทรัพย์สินมีความเกี่ยวข้องกับความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพโดยใช้กลไกตลาด  กล่าวคือ  ระบบตลาดเป็นการแลกเปลี่ยนโดยสมัครใจ  หากทรัพย์สินนั้นเป็นของเราโดยสมบูรณ์  เราก็จะสามารถตัดสินใจได้อย่างเต็มที่ว่าจะใช้หรือแลกเปลี่ยนทรัพย์สินนั้นกับใครอย่างไร โดยเราจะใช้ทรัพยากรให้ได้ประโยชน์สูงสุด ในทางตรงข้าม  หากทรัพย์สินนั้นไม่มีเจ้าของหรือมีเจ้าของแต่เจ้าของไม่สามารถบังคับกีดกันคนอื่นไม่ให้เข้ามาใช้ประโยชน์ได้ (จนเสมือนหนึ่งว่าไม่มีเจ้าของ)  เช่น ปลาในแม่น้ำ  หรือมีคนแอบมาขโมยผลไม้ในสวนเป็นประจำ  การใช้ทรัพย์สินหรือทรัพยากรก็จะไม่มีประสิทธิภาพเพราะไม่มีแรงจูงใจให้มีการลงทุนปรับปรุงหรือดูแลรักษาทรัพย์สินนั้น   เนื่องจากใครๆก็เข้ามาใช้ประโยชน์ได้[1]
                   ตัวอย่างเช่น  ถ้าเรากำหนดกติกาว่าให้รถยนต์ทุกคันเป็นรถที่ไม่มีเจ้าของ  ทุกคนสามารถใช้ขับไปไหนมาไหนได้  ขับแล้วจอดทิ้งไว้ให้คนอื่นมาใช้ต่อได้  เราลองจินตนาการดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นแน่นอนที่สุด  พฤติกรรมของบุคคลย่อมแตกต่างไปจากปัจจุบัน  คงไม่มีใครยอมเติมน้ำมันให้เต็มอย่างมากก็เติมเท่าที่ตนเองจะใช้   บางคันคงจอดทิ้งไว้เพราะน้ำมันหมด  คนต่อไปที่จะใช้รถคงต้องหาทางเอาน้ำมันมาเติมหรืออาจมีคนคิดขายน้ำมันบรรจุถังแกลลอน   ใครจะใช้รถก็หิ้วถังน้ำมันมาด้วย  รถจะเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วเพราะไม่มีใครอยากรับภาระดูแลรักษา   ไม่มีใครต้องการจะซื้อรถใหม่เพราะรถทุกคันเป็นทรัพย์สินที่ใครๆก็ใช้ได้   และส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ในที่สุด
       จะเห็นได้ว่า ลักษณะการกำหนดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นสิ่งหนึ่งที่มีผลต่อพฤติกรรมของบุคคลในสังคม



2.2 ความหมายของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
       กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน (Property  Right)หมายถึง สิทธิที่ได้รับการรับรอง (อาจโดยกฎหมายหรือสถาบันทางสังคม) และระบุว่าผู้เป็นเจ้าของมีสิทธิจากการเป็นเจ้าของ มีสิทธิในการได้รับประโยชน์และมีข้อจำกัดในการใช้ทรัพยากรหรือทรัพย์สินนั้นอย่างไร
       Daniel W.Bromleyมองว่า ทรัพย์สิน(Property) คือ กระแสของผลประโยชน์ (a stream of benefit) และนิยามกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินว่าเป็น ความสามารถที่จะกีดกันไม่ให้คนอื่นได้รับผลประโยชน์หรือทรัพย์สินนั้น”[2]
       Bromley มองว่า สิทธิ หรือกรรมสิทธิ์ (Right) นั้น ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เป็นเจ้าของกับทรัพย์สิน แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้เป็นเจ้าของกับบุคคลอื่นๆในด้านที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้น ดังนั้น ระบบกรรมสิทธิ์จึงเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีสามเส้า (triadic social relation)
ทรัพย์สินหมายถึง  กระแสผลประโยชน์  ไม่ใช่ตัววัตถุสิ่งของ
เจ้าของหมายถึง  ผู้มีสิทธิถือครอง
และ  บุคคลอื่นหมายถึง  ผู้มีหน้าที่ที่ต้องปฎิบัติตามและเคารพสิทธิของผู้เป็นเจ้าของ
                   "กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน" ได้มาจากไหน
       กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้มาตามธรรมชาติหรือ? มดแดงเป็นอาหารจานโปรดของคนในหลายพื้นที่ มดแดงบนต้นมะม่วงที่ปลูกอยู่ในบ้านของนาย ก. แต่รังมดแดงที่ห้อยย้อยอยู่ในรั้วบ้านของนาย ข. ควรเป็นสิทธิของนาย ก. หรือ นาย ข.?
       John  Locke เชื่อว่า คนเรามีสิทธิโดยธรรมชาติ (Natural rights) ที่จะมีชีวิตอยู่และมีสิทธิที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการใช้แรงงานของตนเอง แต่ระบบกรรมสิทธิ์ที่เรากล่าวถึงนี้เป็นสัญญาประชาคม (Social  contract) ที่กลุ่มหรือหมู่คณะเป็นผู้กำหนดขึ้น[3] เช่น สังคมในอดีตมีการกำหนดและเป็นที่ยอมรับในสังคมว่า ที่ดินเป็นของรัฐหรือพระ มหากษัตริย์ ชาวนามีสิทธิเพียงใช้ประโยชน์จากที่ดินในการทำนาแต่ไม่มีสิทธิในการเป็นเจ้าของ ดังนั้น ระบบกรรมสิทธิ์จึงเป็นเครื่องมือทางสังคมที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง ไม่ใช่ระบบที่ได้ตามธรรมชาติ
       เมื่อสังคมเป็นผู้กำหนดระบบกรรมสิทธิ์ขึ้น ระบบนั้นก็ย่อมถูกสังคมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกไปได้เช่นกัน หากระบบนั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อีกต่อไป หรือประโยชน์จากระบบนั้นลดน้อยลง  ไม่คุ้มกับต้นทุนที่ต้องการใช้ในการรักษาระบบเอาไว้ ดังเช่นกาลต่อมา เมื่อรัฐต้องการเงินตราต่างประเทศจากการส่งออกข้าว รัฐจึงส่งเสริมการผลิตโดยการยอมให้ชาวนาครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินเพื่อชาวนาจะได้มีแรงจูงใจในการปรับปรุงและใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการผลิตให้ได้มากที่สุดจากผืนดินที่มีอยู่
       สำหรับคำถามเรื่อง มดแดง คำตอบคงมีได้หลายคำตอบ ขึ้นอยู่กับว่า สังคมนั้นนิยามสิทธิความเป็นเจ้าของไว้อย่างไร บางสังคมอาจตอบว่า สิทธิเป็นของนาย ก. เนื่องจากนาย ก. เป็นเจ้าของต้นมะม่วง บางสังคมอาจตอบว่า นาย ก. ปลูกต้นมะม่วงแต่ไม่ได้ปลูกรังมดแดง  สิทธิควรเป็นของนาย ข. เพราะมดแดงอยู่ในเขตรั้วของนาย ข.[4]
       นั่นคือ การให้สิทธิความเป็นเจ้าของมีความซับซ้อนแตกต่างไปในแต่ละสังคม  เช่น  ประเทศไทยให้สิทธิเจ้าของที่ดินเฉพาะผิวดินที่ความลึกระดับหนึ่ง หากขุดพบน้ำมันหรือแหล่งแร่ในระดับที่ลึกลงไปกว่านั้น สิทธิ์ในแหล่งแร่ใต้ผิวดินนั้นเป็นของรัฐ แต่บางประเทศ อาจให้ทั้งสิทธิใต้พื้นดิน สิทธิบนพื้นดิน และสิทธิเหนือพื้นดิน  เช่น สหรัฐอเมริกา หากพบน้ำมันใต้พื้นดินของตน  ตนก็จะเป็นเจ้าของบ่อน้ำมันนั้น เป็นต้น
       สิทธิในทรัพย์สินจะยังคงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อ  สังคมสร้างกลไกที่สามารถปกป้องสิทธิของ ผู้เป็นเจ้าของและสามารถบังคับบุคคลอื่นให้ปฏิบัติตามหน้าที่ได้  กลไกดังกล่าวอาจเป็นกฎหมาย หรือกลไกทางสังคม เช่น อาจมีบทลงโทษเพื่อควบคุมไม่ให้ละเมิดสิทธิด้วยการขโมย หรือหากจะใช้ก็ต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของ   หรือต้องยอมจ่ายซื้อสิทธิในการใช้ อย่างกรณีการจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงหรือค่าสัมปทานในการทำป่าไม้  หรือหากละเมิดสิทธิ์ก็ต้องยอมชดใช้ค่าเสียหาย   เป็นต้น
       หากสังคมไม่สามารถบังคับบุคคลผู้มีหน้าที่ให้ปฏิบัติตามหน้าที่ได้  การมีกรรมสิทธิ์ก็ไม่ต่างอะไรจากการไม่มีกรรมสิทธิ์  เช่น  บริษัทกำจัดขยะ  ขนขยะมาทิ้งไว้ในที่ดิน
                   ประเภทของกรรมสิทธิ์ 
       สังคมอาจมอบสิทธิในทรัพย์สินให้แก่บุคคล รัฐ หรือ ชุมชนเป็นเจ้าของก็ได้  เราสามารถแบ่งประเภทของกรรมสิทธิ์ตามความเป็นเจ้าของได้ดังนี้[5]

               1. ระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล  (private property regimes): ทรัพย์สินส่วนบุคคล
                   เอกชน บุคคล หรือนิติบุคคลเป็นเจ้าของ เช่น ที่ดิน ป่าเชิงพาณิชย์ ภูเขาบางลูก ชายหาดบางแห่งที่ภูเก็ตหรือพัทยา เป็นต้น[6]
               2. ระบบกรรมสิทธิ์ที่รัฐเป็นเจ้าของ  (state-property regimes):  ทรัพย์สินของรัฐ
                   รัฐเป็นเจ้าของและควบคุมการใช้ทรัพย์สินนั้น โดยรัฐอาจให้หน่วยงานของรัฐ ดูแลหรือให้เอกชนเช่าทำประโยชน์ในระยะเวลาที่กำหนด เช่น สวนสาธารณะ วนอุทยาน ป่าอนุรักษ์  เหมืองแร่ เป็นต้น
               3. ระบบกรรมสิทธิ์ร่วม (common-property regimes): ทรัพย์สินร่วม หรือ ทรัพย์สินของชุมชน
                   ชุมชนหรือกลุ่มคนเป็นเจ้าของทรัพยากรร่วมกันและจัดการการใช้ทรัพย์สินร่วมกัน เช่น ป่าชุมชน  เหมืองฝาย หนองบึงและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของหมู่บ้านที่ชุมชนเป็นเจ้าของร่วมกันและมีกฎเกณฑ์ร่วมกันที่ชัดเจนในการจัดการปฏิบัติ (แต่อาจไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่เป็นทางการ เช่น จารีต ประเพณีปฏิบัติ  หรือ เป็นทางการ คือ มีกฎหมายรองรับ) ในปัจจุบันทรัพย์สินร่วมของประชาคมโลก (global commons) เช่น ทะเล มหาสมุทร ชั้นบรรยากาศโอโซน ที่ประเทศต่างๆในโลกมาตกลงร่วมกันในการจัดการ หรือ บ่อก๊าซเจดีเอในอ่าวไทย เป็นทรัพย์สินร่วมระหว่างไทย-มาเลเซีย จากข้อตกลงการแบ่งเขต 200 ไมล์ทะเล เป็นต้น
               4. ระบบกรรมสิทธิ์แบบเปิดกว้าง (Open accessหรือ res nullius regimes)  : ทรัพย์สินที่ไม่มีเจ้าของ
       ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ควบคุมดูแล  มักจะมีลักษณะสำคัญคือ ไม่สามารถแบ่งแยกการใช้ได้อย่างชัดเจน ทำให้ยากที่จะกีดกันไม่ให้คนอื่นๆมาใช้ ไม่มีความจำเพาะของความเป็นเจ้าของ  ใครๆก็ใช้ได้ เช่น บรรยากาศ น้ำในแม่น้ำลำคลอง ปลาในมหาสมุทร ความหลากหลายทางชีวภาพในป่า[7]
                   ประเด็นที่สำคัญคือ ทรัพยากรชนิดหนึ่งอาจอยู่ภายใต้รูปแบบกรรมสิทธิ์รูปแบบต่างๆกัน เช่น ป่าไม้ อาจมีทั้งป่าที่เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ป่าชุมชน ป่าของรัฐ หรือแม้แต่ป่าที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้ทรัพยากร  ปัญหาของแต่ละพื้นที่    และกลไกในการบังคับใช้สิทธิ์   ในอดีต ชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรอาจเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีเจ้าของ  แต่เมื่อเกิดปัญหาทรัพยากรเสื่อมโทรม ทำให้ประชาคมโลกหันมาตกลงร่วมมือกันในการแก้ปัญหา  ทรัพย์สินที่ไม่มีเจ้าของจึงกลายเป็นทรัพย์สินร่วม   หรือ  ป่าของรัฐในบางพื้นที่ที่รัฐไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงก็อาจมีสภาพเสมือนหนึ่งทรัพย์สินที่ไม่มีเจ้าของ  เป็นต้น
                   ระบบสิทธิในทรัพย์สินที่ต่างกันจะก่อให้เกิดแรงจูงใจในการใช้ทรัพยากรที่ต่างกัน  ดังตัวอย่างเรื่องรถยนต์ข้างต้นจะเห็นได้ว่า  การเปลี่ยนระบบกรรมสิทธิ์จากทรัพย์สินส่วนบุคคลเป็นทรัพย์สินเปิดกว้าง (open access) จะให้ผลที่แตกต่างกัน  และแม้ว่าระบบกรรมสิทธิ์แบบที่ 1-3 เป็นระบบที่มีเจ้าของ แต่ก็จะอาจมีผลลัพธ์ในการใช้ทรัพยากรที่แตกต่างกันได้เช่นกัน  ทั้งนี้ประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ชัดเจนของระบบกรรมสิทธิ์ดังที่จะกล่าวถึงในตอนต่อไป

2.3 ลักษณะของระบบกรรมสิทธิ์ที่มีประสิทธิภาพ
               ระบบกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจนที่จะทำให้ตลาดทำหน้าที่ในการจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องมีลักษณะ 3 ประการคือ[8]
                   2.3.1 มีความจำเพาะสำหรับผู้เป็นเจ้าของ(Exclusivity)หมายถึง  ผลประโยชน์และต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการเป็นเจ้าของและการใช้ทรัพยากร จะต้องตกเป็นของผู้เป็นเจ้าของเท่านั้น  ไม่ว่าจะโดยทางตรง (จากการใช้) หรือโดยทางอ้อม (ด้วยการขายสิทธิ์ให้แก่ผู้อื่น)
                   2.3.2สามารถที่จะโอนได้(Transferability)กรรมสิทธิ์ทั้งหมดจะต้องสามารถโอนจากเจ้าของคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ ในการแลกเปลี่ยนโดยสมัครใจ (voluntary exchange)
                   2.3.3สามารถที่จะบังคับได้(Enforceability)กรรมสิทธิ์จะต้องปลอดภัยจากการถูกบุคคลอื่นฉกฉวยหรือบุกรุกโดยเจ้าของไม่สมัครใจ
                   จากลักษณะ 3 ประการข้างต้น  หากบกพร่องข้อใดข้อหนึ่งไป อาจนำไปสู่ความไร้ประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร การบังคับไม่ให้สิทธิ์ถูกละเมิด (ลักษณะข้อ 3 enforceaiblity) เป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่ง   ระบบกรรมสิทธิ์จะบกพร่องหากต้นทุนการบังคับ (enforcement cost) สูงเกินไป  จนเจ้าของไม่สามารถดูแลได้  สิทธิ์ถูกละเมิดจนเสมือนหนึ่งว่า ทรัพย์สินนั้นไม่มีเจ้าของ  เช่น  ในกรณีของป่าอนุรักษ์ซึ่งมีพื้นที่กว้าง  การควบคุมดูแลอย่างทั่วถึงโดยรัฐทำได้ยาก  (ต้นทุนการบังคับ สูง)  ทำให้พื้นที่ป่าถูกบุกรุกไม่ต่างจากทรัพย์สินที่ไม่มีเจ้าของ   หรือ ในกรณีที่เจ้าของล้อมรั้วรอบสวนส้มโอของตน  แต่ยังคงมีขโมยเข้ามาลักผลผลิตไปอยู่เนืองๆโดยที่ไม่สามารถควบคุมหรือจับขโมยได้   ผลของการที่ไม่สามารถบังคับได้ ทำให้ในที่สุด เจ้าของก็ขาดแรงจูงใจในการดูแลรักษาทรัพยากรหรือทรัพย์สินนั้น
                   ความไม่มั่นคงของสิทธิในทรัพย์สินคือ ที่ดิน เป็นปัญหาของภาคเกษตรไทย  พื้นที่ทำกินของประชาชนบางแห่งเป็นที่ดินของรัฐ  เมื่อราษฎรไม่มีความมั่นใจว่ารัฐจะยึดพื้นที่นั้นกลับคืนไปเมื่อไร  ก็ขาดแรงจูงใจที่จะลงทุนในการผลิต และปรับปรุงประสิทธิภาพของที่ดิน  การลงทุนบนที่ดินจึงหวังเพียงการเก็บเกี่ยวผลผลิตในระยะสั้น  เช่น  ปลูกพืชไร่ที่เก็บเกี่ยวได้เร็วแทนการปลูกไม้ผล เป็นต้น
                   ในประเทศไทย รัฐออกเอกสารสิทธิที่ดินหลายประเภท อาทิเช่น หนังสือแสดงสิทธิครอบครอง (ส..1) หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น..3) โฉนดที่ดิน เป็นต้น  [9]บางประเภทผู้ถือครองไม่มีสิทธิขาย มีสิทธิเพียงใช้ประโยชน์ เช่น ที่ดินป่าสงวนเสื่อมโทรมที่รัฐจัดสรรให้แก่ราษฎรบางพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการทำการเกษตร  ปลูกพืชได้ผลผลิตต่ำ  เมื่อมีผู้ต้องการซื้อและใช้ประโยชน์จากที่ดินนั้นในกิจการที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่า  เกษตรกรก็อยากขายที่ดินเนื่องจากได้รับผลตอบแทนสูงกว่ารายได้จากการทำการเกษตรบนที่แปลงนั้น แต่ไม่สามารถขายที่ดินได้เนื่องจากมีสิทธิเพียงการใช้แต่ไม่มีสิทธิที่จะขาย เนื่องจากไม่มีสิทธิ์สมบูรณ์ในการเป็นเจ้าของ  ทำให้ที่ดินไม่ถูกใช้ไปในกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักการของประสิทธิภาพ[10]
                   สำหรับประเทศไทย บ่อยครั้งปัญหาเกิดจากการไม่แน่ชัดว่าใครเป็นเจ้าของทรัพยากรนั้น  ส่วนหนึ่งเนื่องจากเราเคยมีทรัพยากรอย่างมากมาย ใครจะใช้อย่างไรก็ได้ไม่มีปัญหา  อีกส่วนหนึ่งเนื่องจาก  เรานำแนวคิดเรื่องระบบกรรมสิทธิ์จากตะวันตกมาใช้โดยอาจมิได้ปรับให้เข้ากับบริบทของสังคมไทย

2.4 ระบบกรรมสิทธิ์กับประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร

                   ระบบกรรมสิทธิ์ที่ก่อปัญหามากที่สุดในการใช้ทรัพยากร คือ ระบบกรรมสิทธิ์แบบเปิดกว้าง และระบบกรรมสิทธิ์ที่ทรัพย์สินมีเจ้าของแต่ไม่สามารถบังคับใช้ได้จนเสมือนหนึ่งว่าเป็นระบบกรรมสิทธิ์แบบเปิดกว้าง   ระบบกรรมสิทธิ์ดังกล่าว ก่อปัญหาที่เรียกว่า  “the tragedy of the commons”[11]กล่าวคือ เนื่องจากใครๆก็สามารถใช้ทรัพยากรนั้นได้ ทุกคนก็จะแย่งกันใช้ในลักษณะมือใครยาวสาวได้สาวเอาเพื่อประโยชน์ส่วนตน ภายใต้สภาพการณ์ที่ทรัพยากรมีอยู่อย่างเหลือเฟือเช่นในอดีต ระบบกรรมสิทธิ์แบบเปิดกว้างอาจไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
                   ตัวอย่างปัญหาโศกนาฏกรรมของทรัพย์สินที่ไม่มีเจ้าของ  เช่น การจับปลาในทะเล   ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ  ปลาถูกจับไปมากเกินกว่าที่จะวางไข่ออกลูกออกหลานได้ทัน อัตราการจับสูงกว่าอัตราการเติบโตของฝูงปลา ผลสุดท้าย ปลาก็จะหมดไปจากทะเลแห่งนั้นดังนั้น ระบบกรรมสิทธิ์แบบเปิดกว้างจะก่อให้เกิดปัญหาที่เศรษฐศาสตร์เรียกว่า การที่ทรัพยากรถูกใช้ไปเกินกว่าระดับที่เหมาะสม  จะมีการแย่งชิงค่าเช่าหรือผลประโยชน์สุทธิจากการใช้ทรัพยากรจนทรัพยากรหน่วยสุดท้ายมีค่าเช่าเป็นศูนย์ (rent dissipation)[12]
       นอกจากนี้ระบบกรรมสิทธิ์แบบเปิดกว้างและระบบกรรมสิทธิ์ที่บกพร่องยังเปิดโอกาสให้ก่อผลกระทบภายนอก (externality) ได้โดยง่าย[13] เช่น มีการทิ้งขยะในแม่น้ำลำคลอง หรือในพื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่มีคนดูแล แต่ไม่ทิ้งขยะในรั้วบ้านที่มีเจ้าของอยู่อาศัย
                   สำหรับระบบกรรมสิทธิ์ที่รัฐเป็นเจ้าของ อาจมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพและความยั่งยืนของการใช้ทรัพยากรหากรัฐไม่สามารถควบคุมบังคับได้จริง (ขัดกับลักษณะข้อ 3 enforcibility) เช่น ขาดกำลังเจ้าหน้าที่หรืองบประมาณ และที่สำคัญคือ เจ้าหน้าที่อาจมีแรงจูงใจส่วนบุคคลที่จะใช้อำนาจปฏิบัติหรือกำหนดกฏเกณฑ์บังคับใช้ที่ขัดกับผลประโยชน์ของส่วนรวม ที่เรียกว่า การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (rent seeking)[14]และก่อให้เกิดความล้มเหลวของรัฐ (government failure)
                   ระบบกรรมสิทธิ์ที่ชุมชนเป็นเจ้าของอาจมีข้อบกพร่องในกลไกการบังคับใช้ได้เช่นกัน เปิดโอกาสให้สมาชิกบางคนอาจแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลมากกว่าคำนึงถึงประโยชน์ของกลุ่ม  สาเหตุสำคัญคือ กลไกการบังคับใช้ที่มีอยู่ (โดยเฉพาะกลไกที่ไม่เป็นทางการ เช่น จารีตประเพณี) ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ชุมชนไม่สามารถปรับกฎเกณฑ์ใหม่ได้ทัน มีสาเหตุหลายประการที่อาจทำให้กลไกการบังคับใช้บกพร่อง ได้แก่ การขยายตัวของประชากรในชุมชนในขณะที่ทรัพยากรมีจำกัด การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี การเข้ามาของบุคคลภายนอกที่อาจมีแนวการคิดวิธี ปฏิบัติที่แตกต่างจากสมาชิกเดิมในชุมชนรวมถึงการได้รับข้อมูลข่าวสารใหม่ๆจากภายนอก ประเด็นที่น่าสนใจคือ กลไกการบังคับใช้ที่เป็นทางการ ได้แก่ กฎหมาย กฎระเบียบที่ออกโดยรัฐ อาจจะขัดกับกลไกบังคับใช้ดั้งเดิมของชุมชนทำให้เกิดปัญหาดังเช่นกรณี พื้นที่ป่าในประเทศไทยนอกจากนี้กฎหมายต่างๆจะออกมาเพื่อปกป้องสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล แต่ละเลยที่จะปกป้องสิทธิในทรัพย์สินของชุมชน
       ทรัพย์สินส่วนบุคคลจะมีลักษณะของกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจนมักจะมีการบังคับใช้สิทธิ์ที่มีกฎหมายรองรับ และบุคคลมีแนวโน้มที่จะสนใจรักษาผลประโยชน์ของตน มุ่งใช้ทรัพยากรหรือทรัพย์สินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด  ในด้านหนึ่ง การรักษาผลประโยชน์ของตนจะทำให้มีการปกป้องไม่ให้ผู้อื่นก่อผลกระทบภายนอกแก่ตน เช่น เมื่อโรงงานปล่อยน้ำเสียลงสู่พื้นที่เกษตร เกษตรกรเจ้าของที่ก็อาจร้องเรียนเรียกร้องค่าเสียหายทำให้โรงงานระมัดระวังไม่ปล่อยของเสียลงแม่น้ำ  แต่ในอีกด้านหนึ่ง เกษตรกรผู้เป็นเจ้าของพื้นที่อาจปลูกฝิ่น(ถ้าไม่มีกฎหมายห้าม) โดยไม่สนใจว่าสินค้าที่ตนปลูกนั้นจะก่อผลกระทบภายนอกต่อสังคมอย่างไร  หรือโรงงานอาจทิ้งขยะในพื้นที่ว่างเปล่าแปลงหนึ่งของตนโดยไม่สนใจว่า ขยะดังกล่าวจะก่อให้ผลกระทบภายนอกต่อชุมชนโดยรอบ   ดังนั้น ระบบทรัพย์สินส่วนบุคคลอาจก่อให้เกิดการใช้และจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพได้  หากเจ้าของสิทธิ์นั้นไม่ก่อผลกระทบภายนอก



2.5 ระบบกรรมสิทธิ์กับการกระจายรายได้
       ระบบกรรมสิทธิ์ที่สมบูรณ์สามารถก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรได้เหมือนกันไม่ว่ากรรมสิทธิ์นั้นจะเป็นของใคร  แต่จะมีผลต่อการกระจายผลประโยชน์หรือต้นทุนที่ต่างกันโดยผู้มีกรรมสิทธิ์จะเป็นผู้รับประโยชน์[15] นั่นคือระบบกรรมสิทธิ์มีผลต่อการกระจายรายได้
                   ตัวอย่างในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ คือ ที่ดิน เมื่อเมืองขยายตัวจากฝั่งพระนครไปฝั่งธนบุรี พื้นที่สวนส้มในเขตธนบุรีสามารถสร้างรายได้สุทธิให้แก่เจ้าของที่ดิน (เป็นค่าเช่าที่ดิน) ได้สูงสุดหากใช้ที่ดินนั้นในการก่อสร้างห้างสรรพสินค้า  
                   กรณีที่ 1 สมมติว่าที่ดินเป็นของ นาย ก. เกษตรกรสวนส้ม ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในที่สุดคือ นาย ก.ผู้เป็นเจ้าของที่ดินยินดีที่จะขายที่ดินเพื่อก่อสร้างห้างสรรพสินค้าเพราะให้ผลตอบแทนสุทธิแก่ที่ดินสูงกว่าที่เขาได้รับจากการทำสวนส้ม โดย นาย ก. อาจอพยพไปอยู่จังหวัดปทุมธานีเพื่อปลูกส้ม (ซึ่งข้อเท็จจริงก็เป็นเช่นนี้)[16]
                   กรณีที่ 2สมมติว่าที่ดินเป็นของ นาย ข. นักธุรกิจ นาย ข. อาจขายที่ดินให้ผู้สนใจสร้างห้างสรรพสินค้าหรือลงทุนสร้างห้างสรรพสินค้าของตนเอง เพราะให้ผลตอบแทนต่อที่ดินสูงกว่ากิจกรรมอื่น
                   กรณีที่ 3 สมมติว่าที่ดินเป็นของรัฐ  รัฐประกาศให้เช่า ผู้ที่สามารถจะให้ค่าเช่าได้สูงสุด คือ ผู้ที่จะก่อสร้างห้างสรรพสินค้า ในที่สุดที่ดินแปลงนั้นก็จะถูกใช้สร้างห้างสรรพสินค้า โดยรัฐได้รับค่าเช่าที่ดิน
                   กรณีที่ 4 สมมติว่าที่ดินเป็นของรัฐ  รัฐยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของราษฎรอย่างสมบูรณ์(คือมีคุณสมบัติครบ 3 ประการดังกล่าวข้างต้น) สมมติว่าผู้ได้กรรมสิทธิ์คือ เกษตรกร  ผลลัพธ์ก็จะเป็นเช่นกรณีที่ 1 หากผู้ได้รับคือนักธุรกิจ ผลลัพธ์ก็จะเป็นเช่นกรณีที่ 2
                   จะเห็นได้ว่า ไม่ว่ากรรมสิทธิ์จะเป็นของใคร  ผลลัพธ์สุดท้ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คือ ที่ดินถูกเปลี่ยนไปใช้เพื่อการทำห้างสรรพสินค้าซึ่งจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ที่ดินสูงสุด (เมื่อราคาที่ดินสะท้อนค่าเช่าที่ดิน และค่าเช่าที่ดินที่แท้จริงสะท้อนผลผลิตส่วนเพิ่ม(marginalproduct) ของการใช้ที่ดินนั้น) แต่ความแตกต่างคือ ผู้ที่ได้รับประโยชน์   โดยประโยชน์จะตกอยู่กับผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์[17]
                   ตัวอย่างในกรณีของปัญหาสิ่งแวดล้อม คือ กรณีที่เสนอโดยRonald Coaseนักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลจากข้อเสนอของเขาที่ว่า การแก้ปัญหาผลกระทบภายนอกสามารถกระทำได้อย่างมีประสิทธิภาพหากมีระบบกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจน ไม่ว่ากรรมสิทธิ์นั้นจะเป็นของใครก็จะได้คำตอบในการจัดสรรทรัพยากรเหมือนกัน
                   สมมติว่า แม่น้ำแห่งหนึ่งมีโรงงานตั้งอยู่ต้นน้ำ  โรงงานนี้ปล่อยของเสียลงแม่น้ำทำให้เกิดความเสียหายแก่เกษตรกรที่อยู่ปลายน้ำ  หากเกษตรกรเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ที่สมบูรณ์ในการที่จะมีน้ำสะอาดหรือเป็นเจ้าของแม่น้ำ เกษตรกรก็จะฟ้องร้องค่าเสียหาย  ความเสียหายที่เกิดแก่เกษตรกรและเคยเป็นต้นทุนภายนอกที่โรงงานไม่ได้ใส่ใจก็จะกลับมาเป็น ต้นทุนภายในที่โรงงานจะนำมาพิจารณาคิดรวมเป็นต้นทุนในการผลิต ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจในการผลิตของโรงงาน เมื่อการปล่อยน้ำเสียมีต้นทุน โรงงานก็จะบำบัดไม่ปล่อยน้ำเสีย หรือผลิตน้อยลง ปล่อยน้ำเสียน้อยลงในระดับที่เหมาะสม
                   ในทางตรงข้าม หากโรงงานเป็นเจ้าของแม่น้ำ หรือมีสิทธิที่จะปล่อยของเสีย เกษตรกรผู้ได้รับความเสียหาย ก็จะยินดีที่จะจ่ายให้กับโรงงานเพื่อให้โรงงานละเว้นไม่ปล่อยน้ำเสีย ดังนั้น  การปล่อยน้ำเสียของโรงงานก็จะเกิดต้นทุน นั่นคือต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ไม่ได้รับ ค่าจ้างไม่ให้ปล่อยของเสียจากเกษตรกร ต้นทุนค่าเสียโอกาสนี้ก็จะถูกนำมาคิดเป็นต้นทุนในการตัดสินใจผลิตและบำบัดของเสียของโรงงาน (เช่น นำเงินจากเกษตรกรมาติดตั้งเครื่องบำบัดน้ำเสีย
                   จะเห็นได้ว่า ไม่ว่ากรรมสิทธิ์เป็นของโรงงานหรือเป็นของเกษตรกร สุดท้ายโรงงานก็จะมีต้นทุนในการปล่อยของเสียเหมือนกัน และโรงงานจะคำนึงถึงต้นทุนดังกล่าวในการตัดสินใจผลิตสินค้าและปล่อยหรือบำบัดของเสีย แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คือ การกระจายรายได้ หากสิทธิ์เป็นของโรงงาน เกษตรกรจะเป็นผู้รับภาระต้นทุนแต่หากสิทธิ์เป็นของเกษตรกร โรงงานจะเป็นผู้รับภาระต้นทุนในการบำบัดหรือลดปริมาณของเสีย
                   จากข้อมูลทางวิชาการที่รวบรวมจากการทบทวนวรรณกรรม หลักสิทธิมนุษยชนและกรรมการสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สิน (ที่ดิน)สามารถที่จะอ้างอิงหลักการการครอบครองทรัพย์สิน





[1]ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุนสถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย.เศรษฐศาสตร์(Economics).กรุงเทพฯ:2548.
[2]Daniel  W. Bromley. Environment and Economy: Property  Rights and Public  Policy . Massachusetts : Basil  Blackwell , 1991.
[3]ปรีชา ช้างขวัญยืน. ( 2538 ). ปรัชญาแห่งอุดมการณ์ทางการเมือง. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
[4]ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน     สถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย.เศรษฐศาสตร์(Economics).กรุงเทพฯ:2548.

[5]ปรีชา  เปี่ยมพงศ์สานต์. เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ. กรุงเทพฯ: ศูนย์บริการเอกสารวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย . 2542. บทที่ 8, หน้า 73 - 80.
[6]ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุนสถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย.เศรษฐศาสตร์(Economics).กรุงเทพฯ:2548.

[7]ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน     สถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย.เศรษฐศาสตร์(Economics).กรุงเทพฯ:2548.


[8]ปรีชา  เปี่ยมพงศ์สานต์. เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ. กรุงเทพฯ:  ศูนย์บริการเอกสารวิชาการ  คณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย . 2542. บทที่ 8, หน้า  73 - 80
[9]ข้อมูลจากกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย
[10]สมมุติว่าเป็นที่ดินที่จะไปประกอบกิจการร้านค้า  ถ้าตลาดที่ดินมีประสิทธิภาพ  ราคาที่ดินที่เกษตรกรจะขายได้จะสะท้อนผลรวมของมูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิที่จะได้รับ (หรือค่าเช่า)จากที่ดินแปลงนั้นในแต่ละปีคิดตลอดโครงการ (เช่น 30 ปี)  ซึ่งเกษตรกรจะเปรียบเทียบราคาที่เขาได้รับกับผลประโยชน์สุทธิจากที่ดินหากเขาใช้พื้นที่นั้นทำการเกษตรไปตลอด 30 ปี
[11]Hardin (1968)อย่างไรก็ดี  นักเศรษฐศาสตร์รุ่นหลัง  เช่น  Bromley เห็นว่า  การเรียก “the tragedy of the commons” หรือ โศกนาฏกรรมของทรัพย์สินร่วม  ก่อให้เกิดความสับสน  เพราะ “the commons” หรือ ทรัพย์สินร่วมเป็นทรัพย์สินที่มีเจ้าของ คือชุมชน และมีกลไกในการบริหารจัดการโดยชุมชนนั้น  ต่างจาก “open access” ซึ่งไม่มีเจ้าของ  ที่ถูกต้องแล้ว ควรใช้คำว่า “the tragedy of the open access” ความสับสนในการแยกแยะระหว่างทรัพย์สินร่วม กับทรัพย์สินที่ไม่มีเจ้าของ ก่อให้เกิดทัศนคติด้านลบต่อระบบทรัพย์สินร่วมที่ชุมชนจัดการดูแลทั้งที่ความจริงแล้ว  มีตัวอย่างมากมายที่ชุมชนประสบความสำเร็จในการใช้และดูแลรักษาทรัพย์สินร่วมอย่างยั่งยืน  (Bromley 1991)
[12]ในทางเศรษฐศาสตร์  ค่าเช่า (rent) หมายถึง   ผลตอบแทนสุทธิที่ได้มาจากการเป็นเจ้าของทรัพยากรที่หายากหรือมีปริมาณคงที่  เช่น  ที่ดิน  ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งมีอยู่ปริมาณหนึ่งตามที่ธรรมชาติสร้างมา   พรสวรรค์ที่มีอยู่เฉพาะบุคคล  หรือแม้แต่อำนาจอภิสิทธิ์ที่คนทั่วไปไม่มี  เป็นต้น   ทำให้ผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรนั้น สามารถตั้งราคาของทรัพยากรได้สูงกว่าต้นทุนในการได้มาซึ่งทรัพยากรนั้น




[15]ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุนสถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย.เศรษฐศาสตร์(Economics).กรุงเทพฯ:2548
[16]กรณีตัวอย่าง Davis, John B. (2006). "Heterodox Economics, the Fragmentation of the Mainstream, and Embedded Individual Analysis,” in Future Directions in Heterodox Economics. Ann Arbor: University of Michigan Press
[17]Davis, John B. (2006). "Heterodox Economics, the Fragmentation of the Mainstream, and Embedded Individual Analysis,” in Future Directions in Heterodox Economics. Ann Arbor: University of Michigan Press

บทที่ 3

ลักษณะทางกายภาย เศรษฐกิจ สังคม ของชุมชนชายแดน

3.1 สภาพทั่วไปของหมู่บ้าน
                   หมู่บ้านหินสูง หมู่ที่ 5 ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นหมู่บ้านขนาดกลางมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 200 หลังเรือนมีพื้นที่หมู่บ้านติดบริเวณแนวชายแดนไทย-ลาว การก่อตั้งหมู่บ้านเริ่มขึ้นจากความอุดมสมบูรณ์ของป่าบริเวณหมู่บ้านในอดีตที่มักมีคนเข้ามาล่าสัตว์ โดยเฉพาะกลุ่มนายพรานล่าสัตว์ เห็นว่าพื้นที่ป่าในหมู่บ้านมีสัตว์จำนวนมาก เมื่อเข้ามาล่าสัตว์ก็ได้สร้างที่พักอาศัยในลักษณะชั่วคราวด้วย ต่อมาเมื่อถึง พ..2511 รัฐบาลไทยได้มีนโยบายสร้างเขื่อนสิรินธร ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านหินสูงประมาณ 15 กิโลเมตร ทำให้ชาวบ้านบ้านฝางคำที่อาศัยอยู่ในท้องเขื่อนสิรินธร ได้รับผลกระทบน้ำท่วมหมู่บ้านฝางคำ บางส่วนจึงได้อพยพเข้ามาอาศัยในพื้นที่บ้านหินสูงในปัจจุบัน โดยการบุกเบิกที่ดินทำกิน ตัดไม้ในป่าจำนวนหนึ่งเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย และปลูกพืชทำการเกษตรกรรม ต่อมาทางการได้ประกาศรับรองให้พื้นที่หมู่บ้านหินสูง เป็นหมู่บ้านตามกฎหมายไทย และมีโรงเรียน วัด และสิ่งสาธารณูปโภคเข้ามาในหมู่บ้านเรื่อยมา หมู่บ้านหินสูงตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่มีความสูงชัน พื้นที่เกษตรกรรมรอบหมู่บ้านอยู่ในพื้นที่ราบเหมาะสมแก่การทำนา มีอากาศร้อนชื้นและหนาวในช่วงฤดูหนาว มีทางเข้าหมู่บ้านด้วยกันสามทางเป็นถนนลูกรัง มีทรัพยากรธรรมชาติ อาทิเช่น ป่าไม้  ดินที่มีลักษณะสมบูรณ์ มีธาตุอาหารอยู่มาก ประชาชนโดยส่วนใหญ่เป็นเครือญาติกันและมีสายสัมพันธ์รักใคร่กันดี ปัญหาที่สำคัญคือพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยไม่มีเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมาย[1]
               ตำแหน่งที่ตั้งของหมู่บ้าน
                   บ้านหินสูง หมู่ที่ 5 ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
                   ทิศเหนือติดบ้านเลิงสีดา และบ้านสวนป่า(ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร)
               ทิศตะวันออกติด สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(เมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก)
                   ทิศตะวันตกติดภูเขาและถนนยุทธศาสตร์(ถนนรอบประเทศไทย)
                   ทิศใต้ ติดบ้านทุ่งหนองบัว (ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร)
                  

                   ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานีประมาณ 100 กิโลเมตร
               ห่างจากตัวอำเภอสิรินธรประมาณ  25 กิโลเมตร
                   ห่างจากตัวตำบลช่องเม็กประมาณ  8 กิโลเมตร[2]

3.2 ลักษณะทางกายภาพ
                   บ้านหินสูง เป็นพื้นที่สูงชัน และมีที่ราบลุ่ม มีภูเขาล้อมรอบ อยู่บริเวณชายแดนประเทศไทย และสาธารณประชาชนลาว มีพื้นที่เพาะปลูกนาข้าว และมีป่าไม้รอบล้อมบริเวณภูเขารอบหมู่บ้าน มีแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคประกอบด้วย แหล่งน้ำหนองมนต์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่บริเวณท้ายหมู่บ้าน หมู่บ้านหินสูง มีชื่อเรียกตามลักษณะของที่ตั้งหมู่บ้าน เพราะหมู่บ้านตั้งอยู่บนเนินเขาสูง ริมเทือกเขาที่มีความสูงชันพอสมควร เมื่อหมู่บ้านอยู่ในลักษณะที่ตั้งในที่สูงจึงมีปัญหาในการดึงน้ำจากแหล่งน้ำมาใช้ค่อนข้างมากทีเดียว[3]
               ลักษณะภูมิอากาศ
                   ฤดูร้อน เดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคมฤดูฝน เดือนมิถุนายน-เดือนกันยายนฤดูหนาว เดือนพฤศจิกายน-เดือนกุมภาพันธ์ซึ่งในช่วงฤดูหนาว จะพบว่าอากาศหนาวเย็น ส่วนมากอากาศเย็นๆ หนาวมากสุดประมาณ1สัปดาห์และในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม บางปี ถ้าเกิดมีฝนตกหนักด้วยความที่หมู่บ้านตั้งอยู่บนที่สูงและมีป่าไม้ล้อมรอบจึงมีลักษณะอากาศร้อนชื้นมี[4] อุณหภูมิโดยเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,300-1,500 มิลลิลิตร[5]

ประวัติศาสตร์ชุมชน
                   เริ่มตั้งแต่ตั้งหมู่บ้าน มีนายพรานเสริน สมบูรณ์ เข้ามาล่าสัตว์โดยพบพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เมื่อมาถึงปีพ.. 2511 เขื่อนสิรินธร เริ่มก่อสร้างโดยชาวบ้านในพื้นที่ก่อสร้างเขื่อน(บ้านฝางลุ่ม  ตำบลฝางคำ  อำเภอพิบูลมังสาหาร)ได้โยกย้ายที่ทำกิน และที่อยู่อาศัยมาตั้งรกรากที่บ้านหินสูง ชื่อหมู่บ้าน บ้านหินสูง เกิดจากที่กลางทุ่งนากลางหมู่บ้านมีก้อนหินก้อนสูงตั้งอยู่[6] ต่อมาเมื่อประมาณ พ..2521 ได้มีการประกาศจัดตั้งหมู่บ้านหินสูงจากทางราชการ และมีนายหนู คูณแก้ว เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก ต่อมามีนายสำราญ แก้วดอน เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่สอง และปัจจุบันมีนายอาทิตย์ปฐพี คูณแก้ว เป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนันตำบลช่องเม็ก ในเริ่มแรกมีชาวบ้านมาอยู่ประมาณ 10-15หลังคาเรือน และมีเพิ่มขึ้นจนถึงในปัจจุบันมีกว่า 200 หลังคาเรือน ปัจจุบันมีโรงเรียนบ้านหินสูง เป็นโรงเรียนประจำหมู่บ้าน มีวัดบ้านหินสูง และวัดใกล้เคียงอีก6วัดเป็นที่ประกอบพิธีการทางศาสนา มีศาลากลางบ้านและลานอเนกประสงค์เพื่อใช้เป็นที่ทำกิจกรรมของชาวบ้านในหมู่บ้าน[7]

3.3 การคมนาคม
                   ในอดีตทางเข้าหมู่บ้านเป็นเพียงทางเท้า ชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้วิธีการเดินเท้าเข้าออกหมู่บ้าน หรือใช้วัวควายในการลากเป็นพาหนะในการเข้าหมู่บ้านปัจจุบันสามารถเดินทางด้วยรถยนต์และจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีทางเข้าหมู่บ้านได้ 3 ช่องทาง โดยเป็นทางถนน ช่องทางที่หนึ่งเชื่อมต่อถนนยุทธศาสตร์ (ถนนรอบประเทศ)และบ้านด่านเม้น ช่องทางที่สองเชื่อมกับหมู่บ้านทุ่งหนองบัว ช่องทางที่สามเชื่อมต่อกับบ้านเลิงสีดา[8]
3.4 ทรัพยากรธรรมชาติ
               3.4.1 พื้นดิน
                   ลักษณะทั่วไปเป็นดินเหนียวผสมดินทราย แนวโน้มเป็นลักษณะดินเหนียวในพื้นที่นา และมีดินทรายรวมถึงหินภูเขาบริเวณที่อยู่อาศัย มีความอุดมสมบูรณ์ด้านอินทรียวัตถุในการปลูกข้าวและพืชอื่นๆเป็นอย่างดี แต่พื้นที่ภายในหมู่บ้านบริเวณที่อยู่อาศัยเป็นพื้นที่หินภูเขา การเพาะปลูกพืชจึงทำได้ยาก บางพื้นที่เป็นดินดานเป็นเอียด (ดินเกลือ) ถ้าเป็นที่ใกล้ลุ่มน้ำจะเป็นดินทาม (เหนียว)[9]
               3.4.2 พื้นน้ำ
                   แหล่งน้ำธรรมชาติ มีห้วยยอดมนต์ เป็นแหล่งกักเก็บน้ำของชาวบ้าน ห้วยยอดมนต์ เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่มีพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ไว้ใช้กักเก็บน้ำไว้เพื่อการบริโภคและการเกษตรของชาวบ้าน ห้วยยอดมนต์ เกิดจากแหล่งน้ำบาดาลธรรมชาติและป่าไม้บริเวณหมู่บ้าน[10]
              
               3.4.3 ป่าไม้
                   บ้านหินสูง ในอดีตเคยเป็นป่าไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีสัตว์น้อยใหญ่ โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ อาทิเช่น ช้าง ที่มีจำนวนมาก จึงเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์และกลุ่มนายพรานที่เข้ามาล่าสัตว์ในพื้นที่ดังกล่าว มีการตั้งที่พักชั่วคราวของนายพราน[11]

3.5 ระบบสาธารณูปโภค
               3.5.1 ไฟฟ้า
                   เริ่มเข้ามาในหมู่บ้านเมื่อ20ปีก่อน โดยบ้านทั้งหมดมีไฟฟ้าใช้  ยกเว้นที่เถียงนาบางแห่งไม่มีการใช้ไฟฟ้า โดยใช้ตะเกียงหรือแบตเตอรี่แทน[12]
               3.5.2 ประปาหมู่บ้าน
                   เริ่มเข้ามาในหมู่บ้านเมื่อปี 2545 โดยเป็นโครงการของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ทำการขุดเจาะเพื่อหาแหล่งน้ำบาดาลในชุมชน โดยใช้วิธีการสร้างถังกักเก็บน้ำ ในหมู่บ้านบริเวณ 4 จุด แต่น้ำประปาในชุมชนบ้านหินสูงมีไม่พอต่อความต้องการของชาวบ้าน บางวันน้ำใหลบ้างไม่ใหลบ้าง โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งไม่มีน้ำจากประปาหมู่บ้าน ชาวบ้านจะต้องใช้วิธีนำรถขนน้ำเข้ามาในหมู่บ้าน[13]
ภาพที่ 1
ภาพระบบน้ำประปาหมู่บ้าน
(ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร)
โทรศัพท์ ในหมู่บ้านหินสูง ไม่มีการเดินสายโทรศัพท์บ้านเข้ามาในหมู่บ้าน พื้นที่ในหมู่บ้านส่วนใหญ่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ยกเว้น พื้นที่บนยอดภูเขา และวัดบ้านหินสูง จะมีสัญญาณโทรศัพท์ในบางเครือข่ายส่วนที่โรงเรียนบ้านหินสูงมีโทรศัพท์บ้านใช้จากระบบสัญญาณดาวเทียม

ภาพที่ 2
ภาพดาวเทียมสัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต โรงเรียนบ้านหินสูง
(ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร)
ภาพที่ 3
ตู้โทรศัพท์สาธารณะภายในหมู่บ้าน
(ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร)


3.6 สภาพทางสังคม
                   การตั้งบ้านเรือน ในบ้านหินสูง มีการตั้งบนเรือนบนพื้นที่สูง บ้านแต่ละหลังปลูกสร้างใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะบริเวณศาลากลางบ้านและโรงเรียนมีบ้านปลูกสร้างจำนวนมาก  ส่วนบ้านที่มีนา ก็จะมีเถียงนาไว้เป็นที่พักเวลาที่ทำการเกี่ยวข้าวหรือเก็บอุปกรณ์เครื่องมือทางการเกษตร[14]
               ลักษณะประชากร
                   ประชากรประมาณ  985 คน  จำนวนครัวเรือน  259 ครัวเรือน
                   ประชากรวัยกลางคน ประมาณร้อยละ  60
                   ประชากรวัยผู้สูงอายุ ประมาณร้อยละ  10
                   ประชากรวัยเด็กและเยาวชน ประมาณร้อยละ 30
                   ประชากรส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาด้านการขาดสารอาหารหรือมีความบกพร่องทางร่างกายแต่อย่างใด[15]

ตารางที่ 1 ลักษณะประชากร : แยกช่วงวัย
                        (ข้อมูลจากการสำรวจ ปี 2556 โดยคณะกรรมการหมู่บ้านหินสูง)

3.7 การศึกษา
                   ระบบการศึกษาของหมู่บ้านหินสูง มี 2 ระบบ คือ 1.การศึกษาในระบบและ 2.การศึกษานอกระบบ
               3.7.1การศึกษาในระบบ มีศูนย์เด็กเล็กของ องค์การบริหารส่วนตำบลช่องเม็ก ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี2552 มีนักเรียนแต่ละระดับชั้นดังนี้[16]

ตารางที่ 2 จำนวนนักเรียนในแต่ละระดับชั้น ของศูนย์เด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลช่องเม็ก
ชั้น/เพศ
ชาย
หญิง
รวม
ห้องเรียน
อนุบาล.3 ขวบ
0
0
0
0
อนุบาล.1
11
3
14
อนุบาล.2
10
6
16
1
ที่มา:ข้อมูล ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2556(โรงเรียนบ้านหินสูง)
            โรงเรียนบ้านหินสูง เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก สอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 1-6มีนักเรียนในแต่ละระดับชั้นจำนวนดังนี้

ตารางที่ 3 จำนวนนักเรียนในแต่ละระดับชั้น ของโรงเรียนบ้านหินสูงข้อมูล ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2556
ชั้น/เพศ
ชาย
หญิง
รวม
ห้องเรียน
ป.1
6
8
14
1
ป.2
9
14
23
1
ป.3
8
7
15
1
ป.4
10
5
15
ป.5
15
6
21
1
ป.6
12
8
20
รวมประถม
60
48
108
6
ที่มา:ข้อมูลโรงเรียนบ้านหินสูง
                   ประชากรส่วนใหญ่ในหมู่บ้านได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษาชั้นปีที่6 นักเรียนส่วนใหญ่เมื่อจบการศึกษาจาก โรงเรียนบ้านหินสูง ก็จะเข้าเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ที่โรงเรียนแบ็ดตี้ ดูเมน 2 (ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 10 กิโลเมตร) และส่วนใหญ่เข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี[17]
               3.7.2การศึกษานอกระบบ
                   การศึกษานอกระบบ (กศน.) ที่บ้านหินสูง ได้มีการเปิดการเรียนการสอนในระดับชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยเปิดทำการเรียนการสอนทุกวันอาทิตย์ตั้งแต่เวลา 08.00-12.00 และ 13.00-15.00 โดยอาจารย์ผู้สอนมาจาก กศน.ช่องเม็ก จากการเก็บข้อมูลทำให้ทราบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ทราบการประชาสัมพันธ์ของการศึกษานอกระบบจากการบอกต่อของคนในชุมชน ชาวบ้านมีความสนใจที่จะพัฒนาความรู้ของตนเองจึงได้ตัดสินใจมาสมัครเรียนและไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น[18]
               ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม
                   วัดมี 1แห่ง (วัดบ้านหินสูง) ที่พักสงฆ์ 6 แห่ง ( ที่พักสงฆ์จวงหอม ที่พักสงฆ์ภูสุวรรณ  ที่พักสงฆ์ภูหินปูน  ที่พักสงฆ์ถ้ำเจีย  ที่พักสงฆ์บ่อน้ำพระอินทร์ ที่พักสงฆ์วัดถ้ำพระภาวนา ) แต่วัดส่วนใหญ่มีพระสงฆ์จำวัดอยู่น้อยมาก เวลาทำพิธีกรรมทางศาสนาของแต่ละวัดจึงจำเป็นต้องนิมนต์พระจากวัดอื่นหรือต่างเขตพื้นที่มาร่วมกันประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ตักบาตรเป็นประจำทุกเช้า ชาวบ้านทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธ[19]
        
3.8ปฏิทินวัฒนธรรม
                   ปฏิทินวัฒนธรรม คือ เครื่องมือที่ช่วยในการเรียนรู้วิถีชีวิตตลอดจนสภาพสิ่งแวดล้อมของชุมชนว่าในแต่ละปี แต่ละเดือน หรือในแต่ละวัน ชุมชนมีกิจกรรมอะไรบ้าง และสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันอย่างไร ทั้งด้านการประกอบอาชีพต่างๆ ซึ่งในแต่ละชุมชนก็มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันออกไป และด้านประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ ของชุมชน เช่น ประเพณีเลี้ยงผีบ้าน ประเพณีวันสงกรานต์ เป็นต้น[20]




ตารางที่ 4ปฏิทินวัฒนธรรมบ้านหินสูง

ที่มา:ข้อมูลแผนภาพจัดทำขึ้นจากการเก็บรวบรวมข้อมูลกิจกรรมวัฒนธรรมของชุมชน โดยบัณฑิตอาสาสมัคร
               3.8.1 รายละเอียดปฏิทินวัฒนธรรม
                   1. กลางเดือน 3 ทำบุญวันมาฆบูชา มีการทำบุญ ตักบาตร เวียนเทียน และสวดมนต์
                   2. ปลายเดือน 4 วันตรุษไทย (ทำบุญหาบรรพบุรุษ) ทำบุญ 3 วัน
                        2.1 การทำบุญให้บรรพบุรุษ คือการนำเอาเถ้ากระดูกของบรรพบุรุษมาทำบุญด้วยที่วัด และมีการบังสุกุลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
                                    2.2 แต่ในปัจจุบันมีการบังสุกุลให้แก่ผู้ตายทุกวันพระ ดังนั้นการนำเอาเถ้ากระดูกจากบ้านไปทำบุญด้วย จึงไม่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน
                                    2.3 การทำบุญในวันตรุษไทย ชาวบ้านจะนิยมกวนข้าวเหนียวแดง แล้วปั้นเป็นก้อนถวายพระสงฆ์ แต่ในปัจจุบันนิยมซื้อหาตามท้องตลาดมากกว่าการกวนเองที่บ้านอย่างในอดีต
                   3. วันสงกรานต์ (กลางเดือนเมษายน) มีการทำบุญตักบาตรเป็นเวลา 3 วัน
3.1               มีการรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่และมีการถวายข้าวเหนียวแก่พระสงฆ์เช่นกัน
                   4. กลางเดือน 8 ถึง กลางเดือน 11 ทำบุญเข้าพรรษาและออกพรรษา
            ชาวบ้านจะเดินทางไปทำบุญที่วัดในหมู่บ้าน และวัดใกล้เคียงกันหลายๆวัด โดยแต่ละหมู่บ้านได้รวบรวมปัจจัยทั้งเงิน และอาหารไปร่วมทำบุญ
                   5. สิ้นเดือน 10 วันสารทไทย ทำบุญกระยาสารท
            ในอดีตชาวบ้านจะมีการกวนกระยาสารทกันเองในบ้าน แล้วนำไปถวายพระ กระยาสารทส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย ข้าวตอก ข้าวเม่า นำตาล แบะแซ ถั่วลิสง งา มะพร้าวคั่ว  กะทิ และที่เหลือจากการทำบุญจึงมีการนำออกมาแลกเปลี่ยนแจกจ่ายญาติพี่น้องต่างๆ
                   6. วันเพ็ญ เดือน 12 ลอยกระทง
                   7. 31 ธันวาคม วันสิ้นปี สวดมนต์ข้ามคืน
               หมายเหตุ ในช่วงเก็บเกี่ยวข้าว ชาวบ้านบางส่วนยังมีวัฒนธรรมการลงแขกเกี่ยวข้าว โดยเกณฑ์ญาติพี่น้องหรือบ้านใกล้เรือนเคียงมาร่วมกันเกี่ยวข้าว มีการสังสรรค์กินอาหารร่วมกันหลังเลิกจากการเกี่ยวข้าว และแบ่งปันข้าวให้กับผู้ที่มาร่วมเกี่ยวด้วย จะทำกันในช่วง เดือนมีนาคม และเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี

3.9 สาธารณสุข
                   รพ.สต.ช่องเม็ก  มีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมทางด้านสาธารณสุขอย่างทั่วถึง และมีความพร้อมจะปฏิบัติงานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน  เนื่องมีเจ้าหน้าที่ประจำที่ทำงานและพักอยู่ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกวัน  พร้อมกับเจ้าหน้าที่เองมีความคุ้นเคยกับชาวบ้านในชุมชนและพื้นที่แห่งนี้เป็นอย่างดี รพ.สต.ช่องเม็ก อยู่ห่างจากหมู่บ้านหินสูง ประมาณ 8 กิโลเมตร นอกจากมีเจ้าหน้าคอยให้คำปรึกษาอยู่ประจำแล้ว ยังมีเจ้าหน้าออกหน่วยบริการเคลื่อนที่บริการชาวบ้านด้วย และมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) คอยดูแลประชาชนในด้านสุขภาพอย่างเข้มแข็ง[21]
                   อาสาสมัครสาธารณสุขมีหน้าที่ช่วยดูแลตามละแวกบ้านที่ตนเองรับผิดชอบ  มีภาระงานให้ทำตามแผนงานที่จะต้องทำส่งเป็นประจำทุกเดือน คือ ลงพื้นที่ชุมชนดูเเลชาวบ้าน ชั่งน้ำหนัก  วัดความดันนอกจากนั้นต้องเข้าร่วมประชุมกับ รพ.สต. ให้ความรู้ต่อเนื่องเดือนละครั้งและ(ในทางอ้อม)ต้องคอยสอดส่องดูแลชาวบ้านในชุมชนในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ[22]
แพทย์ประจำตำบลอยู่ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย  เป็นเพียงสื่อกลางชาวบ้านกับทางอำเภอ ตำบลละ 1 คน วาระละ 4 ปีเป็นคนที่คอยช่วยในการสอดส่องควบคุมป้องกันโรค

3.10 สภาพทางเศรษฐกิจ
การประกอบอาชีพ
                   อดีตทำนาปี( ปีละ 1 ครั้ง) หรือ 2 ครั้งในบางปี  เพื่อบริโภคในครัวเรือน พันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง  เป็นข้าวเหนียวเป็นส่วนใหญ่ มีข้าวเจ้าบ้างเล็กน้อย  มีการเพาะปลูกโดยใช้ควายในการไถนา รถไถเดินตาม และมีการลงแขก แบบเครือญาติ
การทำนามี 3 แบบ
                   1. การทำนาแบบทำด้วยตนเอง
                   2. การทำนาแบบลงแขก (แบ่งผลผลิต) (จ้างรายวัน)
                   3. การทำนาแบบรับจ้าง
การถือครองที่ดิน
                   1. การเช่าที่นา
                   2. ที่ดินถือครอง (ไม่มีเอกสารสิทธิ์)

3.11 ปฏิทินการผลิตปฎิทินการทำนาปรัง
           
ทำนาครั้งที่ 1                                         ทำนาครั้งที่ 2

 


ธ.ค.        ม.ค.         ก.พ.       มี.ค.          เม.ย.           พ.ค.          มิ.ย.           ก.ค.        ส.ค.          ก.ย.      ต.ค.      พ.ย.     ธ.ค.
ตีดินใส่ปุ๋ย       พ่นยา     ข้าวเริ่ม   เก็บเกี่ยว
ลูบดินพ้นยา      เล็กน้อย  ออกรวง ครั้งที่ 1                                                            เว้นจากการทำนา เนื่องจาก
ไขน้ำออก/ ใส่ฮอร์โมน                                                                                          ฤดูน้ำหลาก
ชักรอก
แช่เมล็ดข้าว
หว่านข้าว
พ้นยาฆ่าหญ้า
เอาน้ำเข้านา
ทำไร่ (มันสำปะหลัง) (สวนยาง) เฟอร์นิเจอร์ไม้  กลุ่มจักรสาน   รับจ้างทั่วไป
หมายเหตุ ในช่วงที่ไม่มีการทำนา ชาวบ้านก็จะทำอาชีพเสริมคือ ทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ จักรสานตะกร้า และรับจ้างทั่วไป
ทำนา  ฝนไม่ตกตามฤดูการน้ำไม่พอทำการเกษตร
ปุ๋ยเคมี มีราคาสูง
ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง

3.12 ลักษณะทางการเมืองและการรวมกลุ่ม
                   3.12.1 ผู้นำเป็นทางการ
                   กำนัน  (นายอาทิตย์ขจรปฐพี คูณแก้ว)  ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน( นายอำไพ บุญศรี)  (นายหนูริด พันโชติ)  ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน (นายทองแดง ยุบลวัฒน์) (นายสุนันท์ จันทร์ส่อง) (นายอาคม แก้วดอน)   สมาชิกอบต.(นายอำนาจ กันยาทอง)  (นายถาวร อัญทะชัย)  ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)ผู้นำส่วนใหญ่มาจากระบบการเลือกตั้ง ที่ได้คะแนนสนับสนุนจากเครือญาติและเป็นทีมงานที่ทำงานร่วมกันที่มีความสัมพันธ์กันดีอยู่แล้ว และการเลี้ยงสังสรรค์บ้าง[23]

                         3.12.2 ผู้นำชุมชนไม่เป็นทางการ
                   ปราชญ์ชาวบ้าน (ธรรมะ วัฒนธรรม ประเพณี) นายทองสา คูณแก้ว เป็นผู้มีความรู้ในเรื่องการ ประกอบพิธีกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการประกอบพิธีกรรมด้านศาสนา ทำพิธีกรรมด้านการอยู่กรรม (การอยู่ไฟ) ปราชญ์ชาวบ้าน (หมอสมุนไพร ประจำหมู่บ้าน) นายจันดี อ่างเงินมีความรู้ในเรื่องของยาสมุนไพร  การปลูกพืชสมุนไพร การรักษาโรค เช่น โรคไข้หวัด ท้องเสีย ท้องอืดเป็นต้นในอดีตมีชาวบ้านมารักษาจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันมีจำนวนลดลงเพราะมีการรักษาแผนปัจจุบันเข้ามาแทน[24]

3.13ชุมชนกับการปกครองท้องถิ่น
                   ในหมู่บ้านมีกำนันตำบลช่องเม็ก สารวัตรกำนัน มีสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลช่องเม็ก(หมู่ที่ 5 ) จำนวน 2 คน ได้รับงบประมาณจาก อบต.ในแต่ละปีน้อยมาก จึงต้องอาศัยงบประมาณจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร์จัดสรรมาให้เป็นบางปี[25]
โครงการที่ได้รับสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆภายในหมู่บ้าน
                   1. โครงการถนนคอนกรีตภายในหมู่บ้าน (อบต.)
                   2. โครงการน้ำประปาภายในหมู่บ้าน (กรมทรัพยากรน้ำบาดาล)
                   3. โครงการกองทุนหมู่บ้าน (สำนักนายกรัฐมนตรี)
                   4. โครงการSML (สำนักนายกรัฐมนตรี)
                   5. โครงการสนามฟุตซอลภายในโรงเรียนบ้านหินสูง (โครงการงบ สมาชิกสภาผู้แทน)
                   6. โครงการโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์(ม.ขอนแก่น)
ภาพที่ 4
ภาพโรงทำปุ๋ยภายในชุมชน สนับสนุนโดยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
(ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร)


3.14 การรวมกลุ่มต่างๆในชุมชน
               3.14.1 กลุ่มจักรสาน
                   เริ่มจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษและชาวบ้านที่มีการทำมาช้านาน โดยเฉพาะการสานตะกร้า ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มจักรสาน มี นางดอกจันทร์ ใบทอง เป็นประธานกลุ่มฯ กลุ่มได้รับงบประมาณสนับสนุนจากพัฒนาชุมชนอำเภอสิรินธร ในการจัดซื้อวัสดุต่างๆและร่วมกันทำจักรสานเพื่อส่งขาย งานจักรสานเป็นงานที่ชาวบ้านในหมู่บ้านทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนในหมู่บ้านล้วนมีฝีมือในการจักรสานงานต่างๆ อาทิเช่น ตะกร้า สาด(เสื่อ) โดยมีวัสดุในท้องถิ่นจำนวนมาก แต่เมื่อผู้คนในชุมชนไปทำงานต่างพื้นที่ ความนิยมที่จะทำเครื่องจักรสานใช้เองในบ้านจึงลดน้อยลงไปมาก เมื่อมีกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเขื่อนสิรินธร มาสนับสนุนทำให้เกิดกลุ่มจักรสานตะกร้า บ้านหินสูง หมู่ที่ 5 ทำให้ชาวบ้านภายในกลุ่มได้มีงานทำ และสร้างรายได้เสริมจากการทำการเกษตรกรรม[26]
ภาพที่ 5
กลุ่มจักสานตะกร้า บ้านหินสูง
 (ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร)

               3.14.2 กลุ่มทำนาช่องเม็ก
                   เริ่มจากการมีวัตถุดิบในท้องถิ่นจำนวนมากโดยเฉพาะมูลสัตว์ จึงเกิดการรวมกลุ่มกันทำปุ๋ย โดยได้รับการส่งเสริมจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการสนับสนุนสร้างโรงปุ๋ยและอุปกรณ์การทำปุ๋ยอัดเม็ดมีสมาชิกกกว่า 180คน ปัจจุบันมี นายทองแดง ฝางคำ เป็นประธานกลุ่มทำนา  กลุ่มทำนาเป็นการรวมตัวกันของชาวบ้านในการทำปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ในนาข้าว ที่สมาชิกในกลุ่มทั้งหมดประกอบอาชีพทำนาอยู่แล้ว[27]
               3.14.3 กลุ่มหัตถกรรม
                   ชาวบ้านในหมู่บ้านหินสูงร้อยละ70 ประกอบอาชีพเสริมโดยการทำเฟอร์นิเจอร์โต๊ะ เก้าอี้ไม้  มีการรวมกลุ่มกันทำโดยการรับการสนับสนุนจากพัฒนาชุมชนอำเภอสิรินธร ปัจจุบันมีนายอำภา ชายแก้ว เป็นประธานกลุ่ม[28]









[1]วิเคราะห์จากการเก็บข้อมูล
[2]วิเคราะห์จากการเก็บข้อมูล
[3]วิเคราะห์จาการเก็บข้อมูลและสังเกต
[4]อวย ยุบลวัฒน์, สัมภาษณ์, 3 กุมภาพันธ์ 2557
[5]ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา,2554
[6] อาทิตย์ขจรปฐพี คูณแก้ว ,กำนันตำบลช่องเม็ก, สัมภาษณ์, 7 กุมภาพันธ์ 2557
[7]ทองแดง ยุบลวัฒน์, ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านหินสูง, สัมภาษณ์ , 5กุมภาพันธ์ 2557
[8]หนูริด พันธ์โชติ, สารวัตรกำนันตำบลช่องเม็ก, สัมภาษณ์ , 2 กุมภาพันธ์ 2557
[9]สงกรานต์ แก้วดอน, สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลช่องเม็ก, สัมภาษณ์, 2 กุมภาพันธ์ 2557
[10]หนูริด พันธ์โชติ, สารวัตรกำนันตำบลช่องเม็ก, สัมภาษณ์, 2 กุมภาพันธ์ 2557
[11]หนูริด พันธ์โชติ, สารวัตรกำนันตำบลช่องเม็ก, สัมภาษณ์, 2 กุมภาพันธ์ 2557
[12]อาทิตย์ขจรปฐพี คูณแก้ว, กำนันตำบลช่องเม็ก,  สัมภาษณ์ , 7ธันวาคม 2556
[13]อำไพ บุญศรี, สารวัตรกำนันตำบลช่องเม็ก, สัมภาษณ์, 3 กุมภาพันธ์ 2557
[14]วิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกต
[15]อาทิตย์ขจรปฐพี คูณแก้ว ,กำนันตำบลช่องเม็ก, สัมภาษณ์ , 7 ธันวาคม 2556
[16]อวย ยุบลวัฒน์, สัมภาษณ์, 27 มกราคม 2557
[17]หนูกร ชุมชัย, สัมภาษณ์, 5 มีนาคม 2557
[18]หนูกร ชุมชัย, สัมภาษณ์, 5 มีนาคม 2557
[19]ทองแดง ยุบลวัฒน์, สัมภาษณ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหินสูง, 9 ตุลาคม 2556
[20]วิเคราะห์จากการร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมของชุมชน
[21]อวย ยุบลวัฒน์, อาสาสมัครสาธารสุขประจำหมู่บ้านหินสูง, สัมภาษณ์ , 3 กุมภาพันธ์ 2557
[22]อวย ยุบลวัฒน์, อาสาสมัครสาธารสุขประจำหมู่บ้านหินสูง, สัมภาษณ์, 3 กุมภาพันธ์ 2557
[23]อาทิตย์ขจรปฐพี คูณแก้ว, สัมภาษณ์, 7 กุมภาพันธ์ 2557
[24]นายอำไพ บุญศรี,สารวัตรกำนันตำบลช่องเม็ก, สัมภาษณ์, 3 กุมภาพันธ์ 2557
[25]นายอำไพ บุญศรี,สารวัตรกำนันตำบลช่องเม็ก, สัมภาษณ์, 3 กุมภาพันธ์ 2557
[26]ดอกจันทร์ ใบทอง,ประธานกลุ่มจักรสานฯ, สัมภาษณ์, 6 ธันวาคม 2556
[27]ทองแดง ฝางคำ ,ประธานกลุ่มทำนา ช่องเม็ก, สัมภาษณ์, 6ตุลาคม 2556
[28]อำภา ชายแก้ว ,ประธานกลุ่มทำเฟอร์นิเจอร์ไม้, สัมภาษณ์ 9 ธันวาคม 2556




บทที่ 4


ชุมชนชายแดนกับสิทธิในที่ดิน

4.1 ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่บริเวณชายแดน ไทย-ลาว

                   ประเทศไทยมีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในด้านทิศตะวันตกประมาณ 1,754 กิโลเมตรโดยบางช่วงเป็นอาณาเขตทางพื้นดิน และ กั้นโดยแม่น้ำโขงส่วนหนึ่ง ในส่วนของบ้านหินสูง ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี มีอาณาเขตติดต่อกับเมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก สาธารณะประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยพื้นที่ส่วนใหญ่แนวชายแดนจะมีภูเขากั้นเป็นเส้นแบ่งเขตแดน ในระดับพื้นที่ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับพบว่าแนวเส้นแบ่งเขตแดนบางช่วงถูกกำหนดโดยสันปันน้ำและ[1]สนธิสัญญาสยามฝรั่งเศส ร.ศ. 122 ที่กำหนดขึ้นโดยสัญญาและมีปรากฏในแผนที่ทางการทหาร ในสนธิสัญญาสยามกับฝรั่งเศส ร..122 การสละอำนาจอธิปไตยเหนือประเทศลาว[2]

            ในข้อ 4 แห่งสนธิสัญญาดังกล่าว รัฐบาลสยามยังยอมสละอำนาจอธิปไตยเหนือประเทศลาวให้แก่ประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้ ข้อ 2 แห่งสนธิสัญญา ยังกำหนดเขตแดนระหว่างประเทศสยามกับประเทศลาวด้วย ว่า "ฝ่ายเขตแดนในระหว่างเมืองหลวงพระบางข้างฝั่งขวาแม่น้ำโขง แลเมืองพิชัย กับเมืองน่านนั้น






ภาพที่ 6
ภาพถ่ายหนังสือสัญญาระหว่างกรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศส


ภาพที่ 7
ภาพถ่ายดาวเทียม แสดงเส้นแบ่งเขตประเทศ (เส้นสีเหลือง) ทางเข้าหมู่บ้านหิน-สูง
ที่มา:ข้อมูลจากGoogle earth
                   พื้นที่ของบ้านหินสูงที่ติดกับชายแดนไทย-ลาว มีความยาวประมาณ 20 กิโลเมตร และห่างจากชายแดนประมาณ 5 กิโลเมตร แต่มีบางช่วงโดยเฉพาะทางเข้าหมู่บ้านบริเวณภูน้อยอยู่ติดชายแดนประมาณ 50 เมตร  โดยส่วนใหญ่กั้นโดยภูเขา การเดินทางไปยังประเทศลาวทำได้บางช่วงเท่านั้น แต่ในพื้นที่ที่ถูกระบุว่าเป็นของประเทศลาวกลับไม่มีประชาชนชาวลาวเข้ามาทำกินหรืออยู่อาศัยแต่อย่างใด กลับกันมีประชาชนชาวไทยเข้าจับจองพื้นที่และใช้ประโยชน์ พบว่าเนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ไม่เอื้ออำนวยการให้ประชาชนชาวลาวเข้ามาใช้ประโยชน์เพราะมีสภาพเป็นพื้นที่สูงชันการเดินทางเข้ามาจึงทำได้ยากลำบาก อีกประการหนึ่งที่ดินทำกินในประเทศลาวมีเพียงพอต่อประชากรในปัจจุบัน ไม่มีความต้องการมากเหมือนประเทศไทย จึงมีกลุ่มนายทุนจากต่างพื้นที่เข้ามาจับจองทำกินและซื้อขายที่ดินดังกล่าวจำนวนมาก[3]




4.2 สถานการณ์ภัยสงครามลาว
                   ในช่วงปีพ.ศ. 2496-2518เกิดสถานการณ์สงครามลาว[4] มีการสู้รบระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์ (ประเทศลาว) กับ  กับรัฐบาลลาวในระบอบกษัตริย์โดยทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย (ลาวแดงและลาวขาว)[5]การสู้รบซึ่งฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ส่วนใหญ่มีเชื้อสายมาจากชาวลาวในประเทศเวียดนามเหนือ กับรัฐบาลลาวในระบอบกษัตริย์ โดยทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายต่างก็ได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจแห่งสงครามเย็น ในหมู่ทหารอเมริกันจากกองกิจการพิเศษ หน่วยสืบราชการลับกลางแห่งสหรัฐอเมริกา และทหารผ่านศึกชาวม้งเรียกสงครามนี้ว่า สงครามลับ (Secret War)ราชอาณาจักรลาวกลายเป็นสมรภูมิลับระหว่างฝ่ายต่างๆ ในสงครามเวียดนาม สนธิสัญญาไมตรีและสมาคมฝรั่งเศส-ลาวที่ลงนามในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2496 ส่งผลให้ฝรั่งเศสถ่ายโอนอำนาจที่เหลือคืนให้กับรัฐบาลลาวในระบอบกษัตริย์ ยกเว้นอำนาจควบคุมการทหาร โดยสนธิสัญญาไม่มีตัวแทนจากขบวนการลาวอิสระ ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธซึ่งมีความคิดต่อต้านการล่าอาณานิคมและสนับสนุนแนวคิดชาตินิยม ได้ร่วมลงนามด้วย สนธิสัญญายังสถาปนาให้ลาวเป็นสมาชิกซึ่งมีสถานะเป็นเอกราชในสหภาพฝรั่งเศส หลังจากที่สนธิสัญญาได้รับการลงนาม ก็มีการต่อสู้กันทางการเมืองระหว่างฝ่ายนิยมความเป็นกลาง นำโดยเจ้าสุวรรณภูมา รัตนวงศา, ฝ่ายขวา นำโดยเจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาศักดิ์และฝ่ายซ้าย ในนามแนวร่วมรักชาติลาว นำโดยเจ้าสุภานุวงศ์ และไกสอน พมวิหาน นายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา  มีความพยายามหลายครั้งที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสม จนกระทั่งสามารถจัดตั้งรัฐบาลสามพรรคได้สำเร็จ โดยจัดตั้งขึ้นที่นครเวียงจันทน์[6]
                   การสู้รบในประเทศลาวเป็นการสู้รบระหว่างกองทัพเวียดนามเหนือ, กองทัพอเมริกัน,กองทัพไทยและกองทัพเวียดนามใต้ ซึ่งทำการสู้รบทั้งทางตรงและผ่านทหารกองโจร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อครอบครองด้ามขวานของลาว กองทัพเวียดนามเหนือสามารถเข้าควบคุมพื้นที่นี้ได้ และนำพื้นที่ดังกล่าวมาใช้เป็นเส้นทางเสบียงโฮจิมินห์ และเป็นที่มั่นในการระดมกำลังเพื่อรุกเข้าไปยังเวียดนามใต้ จุดที่สองที่เกิดการสู้รบกันอย่างหนักที่ทุ่งไหหินและบริเวณโดยรอบ[7]
            กองทัพเวียดนามเหนือ และปะเทศลาว ได้รับชัยชนะในที่สุดใน พ.ศ.2518 และถือว่าเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคอินโดจีน
            สู้รบเกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศลาว รวมถึงลาวใต้ ที่แขวงจำปาสัก ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนไทยและหมู่บ้านหินสูงที่อยู่ติดกับเมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก ด้วยการสู้รบของสงครามลาวยืดเยื้อหลายสิบปีมีประชาชนของประเทศลาวจำนวนมากต่างพากันหลบหนีภัยสงครามในประเทศไทย ในช่วงปี พ..2518 รัฐบาลไทยได้เปิดค่ายผู้อพยพหนีภัยสงครามที่จังหวัดอุบลราชธานี[8] ชาวบ้านบางส่วนไม่ได้เข้าศูนย์อพยพที่ทางราชการจัดไว้ให้ บางส่วนก็เดินเท้าเข้ามาในหมู่บ้านติดชายแดนรวมถึงหมู่บ้านหินสูงด้วย บริเวณภูน้อยภายในหมู่บ้านหินสูง มีทหารของฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศลาวเข้ามาตั้งฐานที่มั่นและเกิดการสู้รบกับทหารลาว ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากบริเวณภูน้อย หมู่บ้านหินสูง เมื่อมีทหารลาวและกลุ่มคอมมิวนิสต์ประเทศลาวเข้ามาเคลื่อนไหวในประเทศไทย ในช่วงเดียวกันได้มีทหารไทยและตำรวจตระเวนชายแดน ได้จัดตั้งกองกำลังบริเวณบ้านทุ่งหนองบัว (ห่างจากบ้านหินสูงประมาณ 5 กิโลเมตร) เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้เกิดอันตรายแก่ประชาชน เมื่อมีทหารและเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาในหมู่บ้านหินสูงจำนวนมาก เพื่อที่จะเฝ้าระวังและรักษาอำนาจอธิปไตยของประเทศไว้ ในช่วงปี พ..2518 ก็ได้มีการประกาศให้บ้านหินสูง ประกาศจัดตั้งเป็นหมู่บ้านถูกต้องตามกฎหมาย มีผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่เป็นผู้นำของหมู่บ้าน และอีกสองปีต่อมาก็ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนบ้านหินสูงเป็นโรงเรียนประจำหมู่บ้านขึ้น จึงเห็นได้ว่าแม้ในอดีตบ้านหินสูงจะเป็นพื้นที่ป่าและทางการประกาศให้เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายแล้ว ทางการก็ไม่ห้ามให้ประชาชนเข้าทำกินในหมู่บ้านดังกล่าว กลับส่งเสริมให้มีการตั้งเป็นหมู่บ้าน มีโรงเรียน[9]

4.3 แนวคิดของรัฐต่อสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชุมชน
               สถานการณ์ภัยสงครามลาว
                   สถานการณ์ภัยสงครามลาว เป็นสงครามที่เกิดขึ้นภายในประเทศลาว ซึ่งทางการไทยได้วางตัวเป็นกลางต่อสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากเป็นการต่อสู้ในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองภายในประเทศลาว ซึ่งมีสองมหาอำนาจของโลกอย่างประเทศจีน และประเทศอเมริกา เป็นผู้นำลัทธิคอมมิวนิสต์และลัทธิประชาธิปไตย รัฐไทยซึ่งเป็นคู่ค้าและมีความสัมพันธ์อันดีในระหว่างสองประเทศดังกล่าว จึงไม่ได้แสดงตัวชัดเจนในการสนับสนุนฝ่ายใด แต่ดูเหมือนสงครามในประเทศลาว จะมีความรุนแรงและยืดเยื้อพี่น้องประชาชนภายในประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนัก จนต้องอพยพเข้ามาในประเทศไทย[10] ส่วนหนึ่งเป็นประชาชนธรรมดาที่หนีภัยสงครามเข้ามาอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในบริเวณชายแดนไทย-ลาว รวมถึงหมู่บ้านหินสูงด้วย ในปีเดียวกันรัฐบาลไทยได้เปิดค่ายผู้อพยพหนีภัยสงครามลาวขึ้น โดยการรับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ได้เข้าไปอยู่ในศูนย์ผู้อพยพ แต่อีกกลุ่มหนึ่งได้เข้ามาอาศัยในหมู่บ้านหินสูง ซึ่งเป็นลักษณะการเข้ามาอยู่ชั่วคราว และ ไม่ได้จับจองที่ดินเป็นของตนเอง มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้ามาจับจองที่ดินทำกินและอยู่ถึงปัจจุบันนี้ และกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาในปะเทศไทยช่วงสงครามคือ ฝ่ายการสู้รบทั้งลาวขาวและลาวแดง ที่ไม่สามารถที่จะต่อสู้ได้ ได้หนีเข้ามาในประเทศไทย เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งทราบจึงตามมา ทำให้เกิดสงครามการปะทะกันบริเวณแนวชายแดน อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ดังกล่าว รัฐไทยจึงได้ส่งกองกำลังทหารและตำรวจตระเวนชายแดนเข้ามาในพื้นที่หมู่บ้านหินสูงจำนวนมาก เพื่อเฝ้าระวังและปกป้องอำนาจอธิปไตยของรัฐไทย[11] รัฐไทยมีมุมมองต่อคนที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยช่วงสงครามดังกล่าวในเรื่องสิทธิมนุษยชน และการช่วยเหลือแบบชั่วคราว ทั้งการจัดให้อาศัยที่ศูนย์อพยพ และการอนุญาตให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นการชั่วคราว รวมถึงการเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านหินสูง ของชาวลาวส่วนหนึ่งด้วย รัฐไทยไม่ยินยอมที่จะให้คนกลุ่มนี้เข้าครอบครองหรือเข้าทำประโยชน์กับที่ดินในพื้นที่ เพราะขัดต่อหลักกฎหมายไทย และเกรงในเรื่องของความมั่นคงที่มีชาวลาว เข้ามาแย่งที่ดินทำกินของคนไทย แต่ยินยอมที่จะให้ใช้ประโยชน์จากที่ดินในการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ เพื่อเลี้ยงชีพได้ในลักษณะชั่วคราว เมื่อสงครามลาวสงบลง ชาวลาวส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับประเทศลาว และมีบางส่วนที่ยังอยู่ในประเทศไทย คนกลุ่มที่อยู่ในประเทศไทย บางคนได้รับสัญชาติไทยแล้ว จึงอาจจะมีโอกาสเข้าถือเอกสารสิทธิในที่ดินตามกฎหมายไทย แต่บางคนไม่ได้รับสัญชาติไทยก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้าถือเอกสารสิทธิในที่ดินตามกฎหมายไทยได้ เพราะทางการรัฐไทยไม่ยินยอมให้บุคคลต่างด้าวถือครองทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงที่ดินในราชอาณาจักรไทย[12]

4.4 สถานการณ์ภัยคอมมิวนิสต์
                   หลังจากมีชาวบ้านเข้ามาอาศัยในปี พ..2500 ได้ไม่นานนักประมาณปี พ..2510 ได้มีขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จำนวนหนึ่งได้มาตั้งฐานที่มั่นใกล้กับหมู่บ้านหินสูง เพื่อต่อสู้ทางทหารกับฝ่ายไทยและฝ่ายทหารลาว ชาวบ้านเล่าว่ามีคนจากหน้าหมู่บ้านเข้ามาในหมู่บ้านจำนวนมาก ซึ่งบางคนก็เข้ามาร่วมสู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย การที่ในบริเวณหมู่บ้านเป็นจุดที่เป็นแหล่งซ่องสุ่มของกระบวนการพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อรัฐไทย การนำทหารเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการภายในหมู่บ้านจึงเกิดขึ้น และมีการสร้างงานสัมพันธ์มวลชนระหว่างชาวบ้านและทหารตลอดมา[13] โครงการการพัฒนาในหมู่บ้านในช่วงแรกๆก็เกิดจากการงบสนับสนุนจากกองทัพไทย การที่หมู่บ้านมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มมากขึ้น ทั้งถนนหนทาง ไฟฟ้า และโรงเรียน ทำให้ประชากรในหมู่บ้านมีอัตราเพิ่มขึ้นทุกปี แม้ในพื้นช่วงแรกๆการเข้ามาทำกินจะเป็นส่วนของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น[14] เพราะเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่า การเข้ามาทำประโยชน์เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่เมื่อมีทางการทหารมีนโยบายที่จะสัมพันธ์มวลชนและไม่มีท่าทีกับการขับไล่ชาวบ้านออกจากหมู่บ้าน ชาวบ้านที่เป็นเครือญาติพี่น้องจึงเข้ามาอาศัยในพื้นที่มากขึ้น  การครอบครองที่ดินทั้งพื้นที่นา และที่อยู่อาศัยจึงเกิดขึ้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงอาจจะสรุปได้ว่า นโยบายทางความมั่นคงต้องการที่จะให้ชาวบ้านเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และให้ชาวบ้านช่วยกันสอดส่องดูแลเป็นหูเป็นตา กับทหารในการปราบปรามคอมมิวนิสต์


4.5 ผลกระทบจากการสร้างเขื่อน
                   หมู่บ้านหินสูง เริ่มต้นมีคนเข้ามาอยู่อาศัยครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ..2480 โดยมีนายพรานกลุ่มหนึ่งเข้ามาหาของป่า อาทิ ผลไม้ป่า ล่าสัตว์ และผักอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน จากคำบอกเล่าพบว่ามีนายพรานที่เข้ามาในช่วงดังกล่าวประมาณ 3-5 ครอบครัว ต่อมาเมื่อประมาณปี พ..2590 นายพรานกลุ่มดังกล่าวได้ย้ายถิ่นฐานไปล่าสัตว์ในพื้นที่อื่น จนทำให้หมู่บ้านหินสูงร้างไป เมื่อถึงปี พ..2500 มีชาวบ้านกลุ่มแรกที่ในขณะนั้นอาศัยอยู่ในหมู่บ้านฝางลุ่ม (บริเวณในท้องเขื่อนสิรินธรปัจจุบัน) ได้เข้ามาทำกินโดยปลูกสร้างบ้านชั่วคราว และทำนา  พื้นที่บ้านหินสูงที่ห่างจากตัวชุมชนไม่มากนัก เป็นพื้นที่โล่งมีต้นไม้ไม่มากนัก จึงเหมาะสมแก่การทำนา  อีกทั้งหมู่บ้านหินสูงยังมีป่าล้อมรอบหมู่บ้าน และมีลำห้วยที่มีน้ำตลอดทั้งปี จึงเป็นพื้นที่ๆมีความอุดมสมบูรณ์สูง ในช่วงปี พ..2500 มีกลุ่มชาวบ้านเพียงไม่กี่ครอบครัวเข้ามาทำกิน และต่อมาเมื่อปี พ..2514 เมื่อมีการเริ่มสร้างเขื่อนสิรินธร ชาวบ้านในหมู่บ้านฝางลุ่มเดิม ซึ่งอยู่ในท้องเขื่อนสิรินธร ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธร ก็ได้เข้ามาอาศัยในหมู่บ้านหินสูงเพิ่มมากขึ้น และเข้าจับจองที่ดินทำกินทั้งที่อยู่อาศัยและผืนนากันจนถึงปัจจุบัน[15]
            เมื่อถึงในปี พ..2518 ได้มีการประกาศจัดตั้งให้หมู่บ้านหินสูงขึ้นอย่างเป็นทางการ มีผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่ในหมู่บ้าน ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการจัดตั้งหมู่บ้าน หมู่บ้านหินสูงมีผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่บ้านทุ่งหนองบัว (ห่างจากบ้านหินสูงประมาณ 5 กิโลเมตร) ทำหน้าที่คอยดูแลชาวบ้านหินสูง ในปี พ..2518 ได้เกิดสงครามลาวขึ้น ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งอยู่ติดกับบ้านหินสูง มีชาวบ้านที่อยู่ในประเทศลาวได้อพยพหนีภัยสงครามเข้ามาในหมู่บ้านบางส่วน และมีทั้งทหารและฝ่ายกบฏของลาวเข้ามาตั้งฐานที่มั่นและหลบหนีในหมู่บ้านบางส่วน ต่อมาเมื่อถึงปี พ..2520 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนบ้านหินสูง เป็นโรงเรียนขนาดเล็กสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาชั้นที่1-6 ขึ้นภายในหมู่บ้าน[16]

4.6 พื้นที่ทับซ้อนระหว่างชายแดนไทย -ลาว
            หมู่บ้านหินสูง หมู่ที่ 5 เป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดชายแดนไทย-ลาว มีความยาวติดชายแดนลาว ประมาณ 6 กิโลเมตร  แม้จะเป็นพื้นที่ติดชายแดนไทย-ลาว แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ชายแดนมีแนวภูเขากั้นอยู่ ทำให้การข้ามไปมาระหว่างฝั่งประเทศไทยและฝั่งประเทศลาว ทำได้ยากลำบาก และเป็นการข้ามแดนที่ผิดกฎหมายด้วย การข้ามแดนของชาวบ้านทั้งสองฝั่งในปัจจุบันนิยมใช้การข้ามแดน ผ่านทางด่านข้ามแดนช่องเม็ก ซึ่งมีความสะดวกสบายและถูกกฎหมายทั้งสองประเทศ[17]แม้ลักษณะภูมิประเทศชายแดน ถูกกันด้วยแนวของภูเขาแต่ทว่า แนวแบ่งเขตดินแดนที่ได้รับการยอมรับกันตามแผนที่ กลับไม่ใช่แนวภูเขาแต่อย่างใด แต่พื้นที่บางส่วนของประเทศลาว มีเส้นเขตแดนล่วงเข้ามาในแนวภูเขาทางฝั่งไทย  โดยเฉพาะทางเข้าหมู่บ้านหินสูง หมู่ที่ 5 เป็นเขตที่เส้นแบ่งแยกเขตแดน เข้ามาอยู่ติดกับเส้นทางสัญจรของชาวบ้าน[18]



ภาพที่ 8
ภาพถ่ายดาวเทียมหมู่บ้านหินสูง
ที่มา:ข้อมูลจาก Google earth
            แต่ในพื้นที่ที่ดูจากแผนที่และคำบอกเล่าของชาวบ้านภายในหมู่บ้านหินสูง และ หมู่บ้านใกล้เคียง ต่างยอมรับว่าพื้นที่ดังกล่าวที่ทางการไทยตัดถนนผ่าน หรือปักเสาไฟฟ้าเข้าหมู่บ้าน เป็นพื้นที่ของประเทศลาว ซึ่งรับรู้ได้ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษแล้วว่า มีชาวลาวได้เข้ามาอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ดังกล่าวจริง รวมถึงในเหตุการณ์เกิดสงครามลาว ได้มีชาวลาวอพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว และทางการไทยไม่ได้โต้แย้งหรือขับไล่แต่อย่างใด พื้นที่ดังกล่าวแม้ชาวบ้านจะสัญจรไปมาอยู่เป็นประจำ ก็ไม่มีชาวบ้านคนใดเข้าไปครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวเลย เพราะชาวบ้านรับรู้ได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของประเทศลาว แต่ในช่วง4-5ปีที่ผ่านได้มีกลุ่มนายทุนเข้ามาในพื้นที่ และได้จับจองเอาพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ทำกิน โดยมีการปลูกยางพาราในพื้นที่ แสดงสิทธิการครอบครอง โดยการนำลวดหนามมาขึงรอบพื้นที่  จากการสอบถามชาวบ้านพบว่าพื้นที่ดังกล่าว จะเป็นการครอบครองที่ไม่ชอบเพราะเป็นพื้นที่ของประเทศลาว[19]




ภาพที่ 9
ภาพทางขึ้นภูน้อย พื้นที่ทับซ้อน ไทย-ลาว ทางเข้าบ้านหินสูง

ที่มา: ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร
            ชาวบ้านให้เหตุผลว่าที่ชาวบ้านฝั่งลาว ไม่มาใช้พื้นที่ดังกล่าวเนื่องจาก ประเทศลาวมีทรัพยากรที่เหลือเฟือรวมถึงที่ดินทำกินด้วย เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ชาวลาวบางส่วนได้รับรู้ถึงสิทธิในที่ดินดังกล่าวว่าเป็นของประเทศลาว แต่ก็ไม่ได้เข้ามาครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดิน ประกอบกับการเดินทางข้ามแนวภูเขามาทำได้ลำบาก[20]








ภาพที่ 10
 ภาพถ่ายฐานที่มั่นกองทัพลาวบนภูน้อย
ที่มา: ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร

ภาพที่ 11
ภาพถ่ายพื้นที่บนภูน้อยที่ชาวบ้านฝั่งไทยเข้าไปจับจองใช้ประโยชน์
ที่มา: ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร
พื้นที่ในเขตชายแดนไทย-ลาว ส่วนใหญ่พบว่า เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมค่อนข้างแห้งแล้ง มีต้นไม้และโขดหินจำนวนมาก การเข้ามาทำกินโดยเฉพาะการทำนาในพื้นที่ดังกล่าว จึงไม่เหมาะสมเท่าที่ควร[21] จากข้อมูลพบว่าพื้นที่ในตำแหน่งดังกล่าว การปักปันดินแดนระหว่างไทย-ลาว ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ การแบ่งแนวเขตชายแดนตามแผนที่ จึงเป็นลักษณะข้อตกลงการใช้ประโยชน์ร่วมกันในระหว่างประเทศไทย-ลาวเท่านั้น[22]

ภาพที่ 12
ภาพถ่ายบนภูน้อย
ที่มา: ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร
                   เมื่อดูจากภาพถ่ายดาวเทียมและแผนที่ทางทหาร พบว่าแนวเส้นแบ่งประเทศมีลักษณะคดเคี้ยว ซึ่งเป็นไปตามหลักการปักปันดินแดนตามสันปันน้ำและจุดลึกกลางของแม่น้ำโขง ที่กรุงสยามและฝรั่งเศสได้ตกลงร่วมกัน  ในบริเวณทางเข้าหมู่บ้านเราจะพบบึงน้ำขนาดเล็กอยู่ติดกับทางสัญจร ซึ่งชาวบ้านบอกว่าเป็นบึงสันปันน้ำของทั้งสองประเทศ โดยบึงดังกล่าวที่อยู่ที่ภูน้อย เป็นบึงสันปันน้ำที่น้ำใหลลงไปยังประเทศลาว ทำให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นของประเทศลาว[23]
                   จึงเห็นได้ว่าพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นชายแดน จะมีประเด็นปัญหาสิทธิการครอบครองที่ดินระหว่างชาวบ้านสองประเทศและการอ้างสิทธิในที่ดินของรับบาลสองประเทศอยู่เสมอ รวมถึงหมู่บ้านหินสูง ยังขาดความชัดเจนในที่ดินบางส่วนที่ชาวบ้านครอบครองและใช้ประโยชน์อยู่ว่าเป็นของสิทธิในเขตประเทศไทยด้วยหรือไม่

ภาพที่ 13
ภาพถ่ายดาวเทียม บริเวณภูน้อย พื้นที่ทับซ้อนไทย-ลาว
ที่มา: ข้อมูลจากGoogle- earth

4.7 นโยบายของทางการต่อการจัดสรรที่ดินบริเวณชายแดนไทย-ลาว
            ที่ดินในหมู่บ้านหินสูง แม้ในอดีตจะเป็นป่ารกทึบ มีชาวบ้านเข้ามาทำกินก่อนที่จะกฎหมายประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เขตป่า และต่อมาได้มีการตั้งองค์กรอุตสาหกรรมป่าไม้ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อใช้ประโยชน์จากไม้และเปิดให้มีการสัมปทานป่าไม้ขึ้นในพื้นที่ เมื่อมีการสัมปทานป่าไม้จนทำให้พื้นที่ดังกล่าว กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม ซึ่งได้กันเขตป่าเสื่อมโทรมให้ชาวบ้านเข้าทำกินเป็นที่นาและที่อาศัยได้ และกันพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้เป็นเขตป่าอนุรักษ์ห้ามผู้ใดเข้าใช้ประโยชน์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้เป็นผู้คอยดูแล นโยบายของรัฐต่อสิทธิในที่ดินของชาวบ้าน จึงเห็นว่า ให้ชาวบ้านเข้าทำกินและสร้างที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ทางการจัดให้ ซึ่งเป็นลักษณะป่าเสื่อมโทรม แบบชั่วคราวโดยไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่มเติมเข้ามาในป่าที่รัฐยังอนุรักษ์อยู่ โดยให้ชาวบ้านในหมู่บ้านช่วยกันดูแลรักษาป่าอนุรักษ์ด้วย โดยการตั้งให้ผู้นำชุมชนและคนในชุมชนเป็นอาสาสมัครของกรมป่าไม้ในพื้นที่ และป้องกันไม่ให้คนนอกพื้นที่เข้ามาบุกรุกพื้นที่เพิ่มเติม ส่วนพื้นที่ที่ชาวบ้านได้ครอบครองไว้แล้วนั้นสามารถโอน จำหน่าย กันได้โดยมีการทำสัญญาซื้อขายที่มีผู้นำชุมชนภายในหมู่บ้านให้การรับรองและเป็นพยาน ในปัจจุบันยังมีพื้นที่ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ที่กันส่วนพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้าสัมปทานปลูกและตัดต้นยูคาลิปตัสเพื่อการอุตสาหกรรม ซึ่งมีชาวบ้านในพื้นที่บางส่วนเป็นลูกจ้างตัดต้นยูคาลิปตัส[24]
            ในปี พ..2553 สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่ในหมู่บ้าน โดยออกหนังสือรับรองสิทธิการทำประโยชน์ให้ชาวบ้าน ในที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยจำนวนครอบครัวละไม่เกิน1ไร่ ตามพระราชบัญญัติปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ..2518  โดยชาวบ้านที่ได้เอกสารสิทธิดังกล่าว มีสิทธิที่จะอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวได้ สามารถโอนที่ดินให้แก่ทายาทในทางมรดก และสามารถเข้าร่วมขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ตามกฎหมายว่าด้วยการจำนองได้เช่นกัน แต่มีพื้นที่ของชาวบ้านอีกจำนวนมากที่ชาวบ้านครอบครองอยู่แต่ไม่ได้รับเอกสารสิทธิ์ใดๆ[25]

            ตารางที่ 4 แผนภูมิแสดงสัดส่วนพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ และไม่มีเอกสารสิทธิ์ (ข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง ปี 2557จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างภายในชุมชนบ้านหินสูงจำนวน 20 ครอบครัว)

4.8 การใช้ประโยชน์ที่ดินภายในชุมชน
            ภายในชุมนชนบ้านหินสูงมีเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ แยกเป็นที่ดินใช้ประโยชน์ได้ 3 ประเภทประกอบด้วย1.การใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม2.การใช้ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย3.การใช้ที่ดินเพื่อสาธารณประโยชน์ [26]

         4.8.1 ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม
การใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม เป็นสิ่งที่สำคัญมากของชาวบ้านในพื้นที่บ้านหินสูง เพราะรายได้หลักของชาวบ้านเกิดจากการทำเกษตร การมีที่ดินจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากต่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต[27] ชาวบ้านในบ้านหินสูงส่วนใหญ่ จะมีที่อยู่อาศัยไม่มากนักประมาณครอบครัวละ 1 ไร่และมีที่ดินเพื่อการเกษตรประมาณ 10-20ไร่ ซึ่งมีทั้งที่ดินเพื่อการเกษตรที่เป็นแปลงนา ป่า และพื้นที่โล่ง ที่เคยมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม จึงสามารถที่จะแบ่งที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมตามลักษณะการใช้สอยได้อีก 3 ประเภท ประกอบด้วย 1.ผืนนา 2.พื้นที่โล่ง 3.ป่าเสื่อมโทรม
         1.) ที่นา
ชาวบ้านในหมู่บ้านเกือบทุกหลังคาเรือนต่างมีผืนนาเป็นของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากมรดกตกทอดของบรรพบุรุษที่สร้างไว้ เพื่อทำนาปลูกข้าวไว้กินในครอบครัวเป็นหลัก และมีบางส่วนที่ไว้ขาย สภาพผืนนาของบ้านหินสูง เป็นผืนนาที่เกิดจากการปรับสภาพจากผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์แต่ยังเหลือต้นไม้บางส่วนไว้ที่คันนา จึงเป็นผืนนาที่ดูแปลกจากที่อื่นอยู่บ้าง  การทำนาที่บ้านหินสูงจะทำปีละ2 ครั้ง โดยส่วนใหญ่จะเป็นการทำนาเพื่อปลูกข้าวเหนียว (พันธุ์ ก.. สันป่าตอง) บางครอบครัวอาจจะปลูกข้าวเจ้าไว้เล็กน้อยเพื่อการบริโภคเพราะบางคนเป็นโรคเบาหวานจึงไม่สามารถบริโภคข้าวเหนียวได้ตลอด เมื่อเสร็จจากฤดูการทำนา แปลงนาบางส่วนชาวบ้านใช้ปลูกมันสำปะหลัง แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่นิยมปลูกมันสำปะหลังในแปลงนาเพราะทำให้ดินในแปลงนาเสื่อมโทรม ผลผลิตข้าวจึงได้ไม่ดีมากนัก[28]การที่ชาวบ้านมีที่ดินทำกินเป็นผืนนาทำให้ชาวบ้านมีความมั่นคงในชีวิตโดยเฉพาะการมีข้าวกิน[29]

ตารางที่ 5 แผนภูมิแสดงการได้ครอบครองสิทธิในที่นา
            ที่มา: ข้อมูลจากการสำรวจ ปี2557

ภาพที่ 14
ภาพผืนนา เป็นพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน
ที่มา:ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร
ภาพที่ 15
ภาพผืนนา ในช่วงเก็บเกี่ยวแล้ว 
ที่มา:ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร

               2.) พื้นที่โล่ง
                   ในพื้นที่โล่งเมื่อก่อนเคยเป็นป่ารกทึบรวมถึงป่ายูคาลิปตัส เมื่อมีชาวบ้านเข้ามาอยู่อาศัยภายในหมู่บ้านมากขึ้น มีการแผ้วถางป่าจำนวนมากเพื่อปลูกพืชไร่ พื้นที่โล่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ตั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านใช้พื้นที่โล่งในการสร้างที่อยู่อาศัย และปลูกพืชบางส่วน พืชที่มีการปลูกกันมากในพื้นที่โล่ง อาทิเช่น มันสำปะหลัง  ยางพารา ยูคาลิปตัส เป็นต้น พื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิใดๆรับรอง พื้นที่บางส่วนที่ชาวบ้านเข้าครอบครองทำกินเป็นพื้นที่ที่มีการประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์ด้วย  สภาพของดินในพื้นที่โล่งเป็นดินแข็งมีพื้นที่เป็นเนินหินเชิงเขา ไม่เหมาะสมที่จะสร้างที่พักอาศัย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาชาวบ้านนิยมปลูกยางพาราในพื้นที่ดังกล่าว[30]
ภาพที่ 16
 พื้นที่โล่ง เตรียมปลูกต้นมันสัมปะหลัง เป็นพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน
ที่มา:ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร

               3.) ป่าเสื่อมโทรม
                   พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ด้วยหมู่บ้านหินสูงเมื่อสมัยก่อนเป็นพื้นที่ป่า เมื่อมีชาวบ้านเข้ามาอาศัยจำนวนมากจึงต้องตัดไม้ทำลายป่าบางส่วนเพื่อทำการเกษตรกรรมและปลูกที่พักอาศัย เมื่อมีประชากรจำนวนมากป่าที่เคยสมบูรณ์ก็กลายเป็นป่าที่เสื่อมโทรม ป่าที่เสื่อมโทรมส่วนใหญ่ชาวบ้านใช้ในการปลูกพืชไร่บางพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง บางพื้นที่อยู่ในความดูแลขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้  ที่มีการปลูกต้นยูคาลิปตัสเพื่อสัมปทานขาย พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมส่วนใหญ่อยู่ในความดูแลของ[31]องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้[32] ของกรมป่าไม้ที่ดูแลไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มเติมอีก ส่วนป่าที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้อีกก็จะมีการปลูกต้นยูคาลิปตัส เพื่อการสัมปทานให้แก่บริษัทเอกชน โดยชาวบ้านส่วนหนึ่งในหมู่บ้านเป็นลูกจ้างขององค์การสวนป่า ในการเป็นแรงงานเกษตรกรรมปลูกและตัดต้นยูคาลิปตัส ต้นยูคาลิปตัสจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้

ภาพที่ 17
พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมภายในหมู่บ้าน เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านครอบครองบางส่วน
และกรมป่าไม้ครอบครองบางส่วน
ที่มา:ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร

ภาพที่ 18
พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมปลูกยางพารา
ที่มา:ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร


               4.8.2 ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย
                   ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย โดยชาวบ้านได้ปลูกบ้านรวมกันเป็นหมู่บ้านขนาด200 หลังคาเรือน มีถนนคอนกรีตสลับกับถนนลูกรังภายในหมู่บ้าน บ้านแต่ละหลังปลูกบนพื้นที่ประมาณ1งาน และมีพื้นที่รอบบริเวณบ้านไว้เพื่อปลูกพืชผักสวนครัว บางบ้านมีไร่มันสำปะหลัง หรือสวนยางพาราไว้ใกล้บริเวณบ้าน ในปีพ..2550  สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ให้เอกสารสิทธิในที่ดิน (สปก.4-01) แก่ชาวบ้านในหมู่บ้านหินสูงเฉพาะที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยคนละไม่เกิน 1 ไร่ โดยมีชาวบ้านในหมู่บ้านหลายร้อยรายได้รับเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมายและสามารถใช้เป็นหลักประกันได้ตามกฎหมายอีกด้วย แต่ยังมีที่ดินที่ชาวบ้านทำกินอยู่อีกจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นที่ดินผืนนา หรือไร่มันสำปะหลังที่นอกเหนือจาก1ไร่แล้ว ยังไม่ได้รับเอกสารสิทธิใดๆตามกฎหมาย[33]

               4.8.3 ที่ดินเพื่อสาธารณะประโยชน์ (ส่วนกลาง)
                   ที่ดินส่วนกลางภายในหมู่บ้าน มีทั้งพื้นที่ที่ประชาชนในหมู่บ้านบริจาคและเป็นที่ที่ชาวบ้านในพื้นที่เห็นร่วมกันว่าควรกำหนดเป็นพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน อาทิเช่น โรงเรียน ศาลากลางบ้าน ลานกีฬา เป็นต้น[34]
                   ในส่วนของ โรงเรียนบ้านหินสูงที่ก่อตั้งเมื่อปี พ..2520 ได้มีชาวบ้านบริจาคที่คนละเล็กคนละน้อยเพื่อมอบให้แก่ทางการในการสร้างโรงเรียน รวมถึงศาลากลางบ้านด้วย ก่อนที่ทางราชการจะจัดตั้งให้บ้านหินสูงเป็นหมู่บ้านขึ้นตามกฎหมาย พื้นที่ศาลากลางบ้านและลานกีฬาประจำหมู่บ้าน เมื่อก่อนมีชาวบ้านเป็นผู้ครอบครองอยู่ก่อน แต่เมื่อทางราชการกำหนดให้แต่ละชุมชนต้องมีศาลากลางบ้าน เพื่อเป็นที่ทำการของหมู่บ้าน ใช้ในการประชุมหมู่บ้าน และทำกิจการในด้านต่างๆของหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงบริจาคที่ให้ เพื่อเป็นพื้นที่ใช้สอยส่วนกลาง ในอดีตที่ที่ดินยังไม่เป็นที่ต้องการมากนักการแบ่ง การบริจาคที่ดินให้กับทางราชการเป็นไปโดยสะดวก อีกทั้งชาวบ้านยังเห็นถึงความสำคัญของการสร้างพื้นที่ส่วนกลาง อาทิเช่นโรงเรียน ที่จะเป็นประโยชน์แก่ลูกหลานของตนเองในชุมชนต่อไป[35]



ภาพที่ 19
โรงเรียนบ้านหินสูง
ที่มา:ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร
ภาพที่ 20
ศาลากลางบ้าน
ที่มา:ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร
ที่ดินบริเวณศาลากลางบ้านเมื่อก่อนเคยมีชาวบ้านครอบครองใช้เป็นที่อยู่อาศัยอยู่ แต่เมื่อในปี พ..2532  ได้มีโครงการของกระทรวงมหาดไทยให้มีการจัดตั้งหมู่บ้านและก่อสร้างที่ศาลากลางบ้านขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประชุมภายในหมู่บ้านและทำกิจกรรมต่างๆ ชาวบ้านจำนวนหลายรายได้บริเวณที่ดินคนละเล็กละน้อยในบริเวณใกล้เคียงกัน เพื่อใช้เป็นพื้นที่ใช้สอยส่วนกลางในพื้นที่ส่วนกลางในปัจจุบันมีการสร้างสิ่งปลูกสร้าง อาทิเช่น ศาลากลางบ้าน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงผลิตปุ๋ยของชุมชน และยังมีพื้นที่ว่างจากการใช้ประโยชน์อีกจำนวนหนึ่ง เพื่อใช้ในการปลูกสร้างสิ่งสาธารณะประโยชน์ในอนาคต[36]

ภาพที่ 21
ลานกีฬาประจำหมู่บ้านและโรงปุ๋ยชุมชน
ที่มา:ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร
                   โรงปุ๋ยชุมชน สร้างโดยงบประมาณภายใต้โครงการการทำปู๋ยอินทรีย์ ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มชาวบ้านผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้ในภาคการเกษตรและเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้[37] มีลักษณะเป็นอาคารสองหลัง โครงสร้างมั่นคงแข็งแรง และบริเวณหน้าโรงปุ๋ยของชุมชน มีลานกีฬาและลานอเนกประสงค์ ให้ชาวบ้านในชุมชนได้เข้ามาใช้ประโยชน์ เล่นกีฬา และใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆของชุมชน  โรงปุ๋ยและลานกีฬาถูกสร้างขึ้นภายในบริเวณที่ดินส่วนกลาง ใกล้ศาลากลางบ้าน ซึ่งที่ดินบริเวณนี้เป็นที่ดินที่ชาวบ้านในอดีตได้บริจาคให้เป็นที่ใช้ร่วมกัน มาจนถึงปัจจุบัน
ภาพที่ 22
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหินสูง
ที่มา:ภาพถ่ายโดยบัณฑิตอาสาสมัคร
                   ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหินสูง ได้สร้างขึ้นโดยงบประมาณขององค์การบริหารส่วนตำบลช่องเม็ก เพื่อรองรับการเข้าเรียนของเด็กเล็กในหมู่บ้าน เปิดสอนในระดับชั้นบริบาลและอนุบาล มีครูประจำ 2 คน ตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้าน บริเวณเดียวกับศาลากลางบ้าน[38]
ภาพที่ 23
แผนที่จำลอง หมู่บ้านหินสูง
ที่มา:จัดทำโดยบัณฑิตอาสาสมัคร



[1]ยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาพื้นที่ชายแดนไทยที่มีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ,พ.ศ. 2555-2559
[2]สนธิสัญญาสยามฝรั่งเศส ร.ศ. 122 (อังกฤษ: Franco–Siamese Treaty of 1904; ฝรั่งเศส: Traité français–siamois de 1904) เป็นอนุสัญญา (convention) หรือที่ในสมัยนั้นเรียกว่า "สัญญาน้อย" ระหว่าง ราชอาณาจักรสยาม (ต่อมาคือ ประเทศไทย) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ กับสาธารณรัฐฝรั่งเศส ในสมัยของประธานาธิบดีเอมีลฟรังซัวส์ลูเบต์ (Émile François Loubet) มีเนื้อหาสำคัญเป็นการกำหนดเขตแดนระหว่างราชอาณาจักรสยามกับดินแดนใกล้เคียงซึ่งตกเป็นเมืองขึ้นของสาธารณรัฐฝรั่งเศสแล้ว กับทั้งยังให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่ชาวฝรั่งเศสหรือผู้อยู่ในบังคับฝรั่งเศสด้วย
[3]วิเคราะห์จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านและผู้นำชุมชน หมูบ้านหินสูง
[4]สงครามกลางเมืองลาว เป็นการสู้รบระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์ (ปะเทศลาว) ซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายมาจากชาวลาวในประเทศเวียดนามเหนือ กับรัฐบาลลาวในระบอบกษัตริย์ โดยทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายต่างก็ได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจแห่งสงคราม51 เย็น ในหมู่ทหารอเมริกันจากกองกิจการพิเศษ หน่วยสืบราชการลับกลางแห่งสหรัฐอเมริกา และทหารผ่านศึกชาวม้งเรียกสงครามนี้ว่า สงครามลับ (Secret War)
[5]อ้างอิง , สงครามกลางเมืองลาว จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
[6]สงครามกลางเมืองลาว,วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี
[7]ประวัติศาสตร์ลาว,วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี
[8]สัมภาษณ์ ทองแดง ยุบลวัฒน์,ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านหินสูง หมู่ที่ 5 ,20 มกราคม 2557
[9]สัมภาษณ์ ดร ขาวเลิศ ,ผู้เคยอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพ ปี 2518, 3 มีนาคม 2557
[10]สงครามกลางเมืองลาว ,วีกิพีเดียสารานุกรมเสรี
[11]สัมภาษณ์,ทองแดง ยุบลวัฒน์ , อดีตทหารไทยในช่วงสงครามลาว, 4มกราคม 2557
[12]สัมภาษณ์  วิโรจน์ มานะรัง ,ตำรวจตระเวนชายแดน ,6 กุมภาพันธ์ 2557
[13]พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) (Communist Party of Thailand - CPT) เป็นพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ไม่เคยจดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติก็ถือเป็นพรรคการเมือง มีอุดมการณ์การเมืองชัดเจนตั้งแต่ก่อตั้งดำเนินแนวทางตาม ลัทธิมาร์กซ์ ลัทธิเลนินและลัทธิเหมา นอกจากนั้น ในอดีต ยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยที่สังกัด พคท. อีกด้วย ได้แก่ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ในปัจจุบัน ถึงแม้จะยังไม่มีการประกาศยุบพรรค แต่ก็มิได้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่อย่างใด
[14]สัมภาษณ์วันดี ทองมา,7 มกราคม 2557
[15]วิเคราะห์จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านและผู้นำชุมชน
[16]สัมภาษณ์ อาทิตย์ขจรปฐพี คูณแก้ว,กำนันตำบลช่องเม็ก,7 ธันวาคม 2556
[17]วิเคราะห์จากการเก็บรวบรวมข้อมูล
[18]วิเคราะห์จากข้อมูลของชาวบ้านและแผนที่ดาวเทียม
[19]วิเคราะห์จากการเก็บข้อมูล
[20]วิเคราะห์จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านในชุมชน
[21]วิเคราะห์จากการสังเกต
[22]ข้อมูลจากการกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการต่างประเทศ
[23]วิเคราะห์จากข้อมูลของชาวบ้านและแผนที่ดาวเทียม
[24]สมชาย ทองมา, เจ้าหน้าที่ป่าไม้, สัมภาษณ์, 3 กุมภาพันธ์ ,2557
[25]ทองแดง ยุบลวัฒน์, ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านหินสูง, สัมภาษณ์ หมู่ที่ 5, 20 มกราคม 2557
[26]อาทิตย์ขจรปฐพี คูณแก้ว, กำนันตำบลช่องเม็ก, สัมภาษณ์, 5 กุมภาพันธ์ 2557
[27]วิเคราะห์จากการสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลจากชาวบ้านหินสูง
[28]วิเคราะห์จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านในหมู่บ้านหินสูง
[29]วิเคราะห์จากการเก็บข้อมูล
[30]วิเคราะห์จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านในหมู่บ้านหินสูง
[31]วิเคราะห์จากข้อมูลการสัมภาษณ์ชาวบ้านในหมู่บ้านหินสูง
[32]องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ชื่อย่อ อ.อ.ป.) เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมป่าไม้ในปี พ.ศ. 2490 เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการทำไม้ ต่อมาได้ยกฐานะเป็นรัฐิวสาหกิจ ในปี พ.ศ. 2499 เพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมป่าไม้ อาทิ การทำไม้ เก็บหาของป่า แปรรูปไม้ ทำไม้อัด เป็นต้น
[33]วิเคราะห์จากข้อมูลชุมชนพื้นฐาน บ้านหินสูง
[34]สัมภาษณ์ ,อาทิตย์ขจรปฐพี คูณแก้ว,6 มีนาคม 2557
[35]บุญมา อยู่ใส, สัมภาษณ์,7 กุมภาพันธ์ 2557
[36]อวย ยุบลวัฒน์, สัมภาษณ์,4 กุมภาพันธ์ 2557
[37]อวย ยุบลวัฒน์, สัมภาษณ์ , 2 กุมภาพันธ์ 2557
[38]อาทิตย์ขจรปฐพี คูณแก้ว,สัมภาษณ์ , 7 มีนาคม 2557 


บทที่ 5
สิทธิในที่ดินของประชาชน

5.1 สิทธิในที่ดินของชุมชนชายแดน
       ในพื้นตำบลช่องเม็ก ซึ่งมีหมู่บ้านที่อยู่ติดแนวชายแดนไทย-ลาว จำนวน8 หมู่บ้านมีความยาวติดกับชายแดนประมาณ 20กิโลเมตร โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆตามกฎหมายไทย แม้ทางการจะทราบว่ามีชาวบ้านเข้ามาทำกินในพื้นที่มากกว่า 60 ปีแต่นโยบายการออกเอกสารสิทธิ์ให้กับชาวบ้านเป็นไปอย่างล่าช้า และไม่มีความชัดเจน[1]
       ช่วงประมาณปี พ..2510 ทางการได้ประกาศให้หมู่บ้านหินสูงเป็นเขตพื้นที่ป่า ประเภทป่าเสื่อมโทรม และให้เข้าจัดการการแบ่งพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำการเกษตร และพื้นที่ป่าออกจากการกันอย่างชัดเจน นโยบายการแบ่งพื้นที่ดังกล่าวสร้างความชัดเจนให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้ในระดับหนึ่ง ในสิทธิการครอบครองที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน รวมถึงแนวกั้นพื้นที่ป่า ที่กรมป่าไม้ดูแลอยู่ แม้ในช่วงแรกจะมีชาวบ้านเข้าไปเก็บของป่าและตัดไม้ในเขตป่าจนเจ้าหน้าป่าไม้ได้จับกุมดำเนินคดีหลายราย แต่ในยุคหลังชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ป่าไม้มีความเข้าใจอันดีและมีความชัดเจนในพื้นที่การใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ได้ในพื้นที่ใดบ้าง การเข้ามาจัดการพื้นที่โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การขยายตัวของหมู่บ้านน้อยลง เพราะไม่สามารถจะเข้ามาทำกินในที่ดินและขยายเพิ่มเติมได้อีก นอกจากการซื้อขายที่ดินที่ชาวบ้านครอบครองอยู่แล้ว[2]
                   ต่อมาในช่วงประมาณปี พ.. 2550 เป็นต้นมา มีแนวคิดการจัดตั้งป่าชุมชนและโฉนดชุมชน ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญและนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้นได้มีนโยบายในการจัดตั้งป่าชุมชนและให้ชุมชนรอบบริเวณป่าเป็นผู้จัดการทรัพยากรธรรมชาติด้วยตนเอง รวมถึงแนวคิดการออกโฉนดชุมชน ที่ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายแก่ชาวบ้านในรูปแบบการจัดการสิทธิในที่ดินแบบกรรมสิทธิ์รวมของชุมชน ซึ่งเป็นความหวังของชาวบ้านที่อยากจะให้ภาครัฐมีความชัดเจนการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินตามกฎหมาย แต่ด้วยปัญหาด้านการจัดการและการเมืองทำให้นโยบายดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านหินสูง
                   ในปี พ..2553 สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้ประกาศให้พื้นที่บ้านหินสูง เฉพาะพื้นที่ภายในชุมชนที่เป็นที่อยู่อาศัย เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ..2518 โดยได้ออกเอกสารสิทธิ์ประเภท เอกสารสิทธิ์การใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แก่ชาวบ้านครัวเรือนละไม่เกิน 1 ไร่ เฉพาะที่อยู่อาศัยภายในชุมชน การได้รับเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวทำให้ชาวบ้านรู้สึกดีใจและมีความมั่นคงในการถือครองที่ดินในระดับหนึ่ง แต่ยังมีที่ดินที่ชาวบ้านได้ถือครองอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับเอกสาราสิทธิ์ใดๆตามกฎหมาย[3]
       ในระยะเวลาที่ผ่านมาหลายปีชาวบ้านได้ส่งผ่านข้อเรียกร้องเรื่องการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินที่ตนเองครอบครองไปยังนักการเมืองท้องถิ่นและนักการเมืองระดับชาติหลายคน แต่การแก้ไขปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการตอบรับ ซึ่งชาวบ้านมีมุมมองต่อข้อเรียกร้องการขอเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ด้วยสาเหตุที่เห็นว่าตนเองได้ครอบครองและเข้าทำกินในที่ดินมานานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ รวมถึงตนเองได้รับความเดือดร้อนจากการถูกไล่ที่ดินทำกินจากรัฐ ที่เกิดจากการสร้างเขื่อนสิรินธร และผู้ที่รัฐจัดสรรที่ดินให้ในนิคมที่อยู่อาศัยนั้นได้รับสิทธิ์ในที่ดินทำกินไปแล้ว
       ในระดับปฏิบัติของกรมที่ดิน ที่เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่าของกรมป่าไม้ และพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว ซึ่งการปักปันเขตแดนไทย-ลาวในบางจุดยังไม่มีความชัดเจน  การออกเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าวจึงยังทำไม่ได้ โดยเฉพาะการออกเอกสารสิทธิ์ที่มีสิทธิเต็มรูปแบบ อย่างเช่น โฉนดที่ดิน[4]
       เจ้าหน้าที่ในระดับนโยบายของกรมที่ดิน ให้ความเห็นที่สอดคล้องกันว่าพื้นที่บริเวณแนวชายแดนไทย-ลาว มีบางส่วนที่การปักปันเขตแดนตามกฎหมายระหว่างประเทศยังไม่ได้ข้อยุติ การออกเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมายรัฐไทยจึงอาจทำไม่ได้ ส่วนพื้นที่ที่มีความชัดเจนอยู่ในรัฐไทยแล้วนั้น มีบางส่วนที่ยังพิสูจน์สิทธิการถือครองที่ดินในอดีตไม่ได้  เมื่อการพิสูจน์สิทธิทำไม่ได้ การออกเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมายจึงทำไม่ได้ในขณะนี้แต่ทางกรมที่ดิน ได้มีนโยบายให้ชาวบ้านเข้าถึงสิทธิในการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดินที่ทำกินมานาน แต่ที่ดินนั้นจะต้องไม่อยู่ในเขตป่าตามกฎหมายด้วย และชาวบ้านมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดด้วย 

5.2 การครอบครองที่ดิน
                   5.2.1 การได้มาซึ่งการถือครอง
                        1.) ผู้มีสัญชาติไทย
                   ส่วนใหญ่ในพื้นที่บ้านหินสูง ตลอดถึงแนวชายแดนไทยล้วนได้รับสัญชาติไทย ตามกฎหมายไทยแล้วตั้งแต่บรรพบุรุษ มุมมองการที่คนกลุ่มนี้เข้าครอบครองพื้นที่ทำกินบริเวณชายแดนไทย-ลาว ทางการมีมุมมองที่จะให้คนไทยเข้าครอบครองที่ดินทำกินมากกว่าที่จะให้คนลาวหรือคนไร้สัญชาติเข้าทำกิน เพราะการครอบครองที่ดินบริเวณแนวชายแดนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนการให้คนที่ไม่มีสัญชาติไทยเข้าครอบครองอาจเกิดปัญหาเรื่องการปักปันดินแดนได้ในอนาคต การที่คนไทยเข้ามาอาศัยและครอบครองที่ดินทำกินบริเวณนี้ก็เป็นการช่วยเจ้าหน้าที่รัฐในการดูแลเรื่องของความมั่นคง ทั้งเรื่องยาเสพติด การหลบหนีเข้ามา ด้วยผู้นำชุมชนในพื้นที่ชายแดนถูกวางบทบาทให้เป็นอาสาสมัครรักษาดินแดน เพื่อคอยช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐด้วย
                        2.) ผู้ไร้สัญชาติ
                   ในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว รวมถึงพื้นที่บ้านหินสูง มีผู้ไร้สัญชาติจำนวนมาก คนกลุ่มนี้อาจถือว่ามีสัญชาติตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยมีความหมายว่า มีสัญชาติตามหลักสิทธิมนุษยชนแต่ไม่มีสัญชาติตามหลักกฎหมายของรัฐใดในโลกนี้ มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหากับคนกลุ่มนี้ในเรื่องการได้สัญชาติ อาทิเช่น การอพยพหนีภัยสงคราม การตกหล่นทางทะเบียน การพลัดพรากจากถิ่นที่อยู่เดิม เป็นต้น แม้คนกลุ่มนี้จะไม่มีกฎหมายรองรับการมีสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งในโลก แต่การเข้ามาอาศัยในรัฐใดรัฐหนึ่ง โดยเฉพาะรัฐไทย การใช้ชีวิตและทำกินบนผืนดินจึงความสำคัญไม่ต่างจากคนที่มีสัญชาติไทย[5]   พบว่าจากกลุ่มตัวอย่างมีคนไร้สัญชาติที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 30ปีจำนวนร้อยละ 80 ครอบครองที่ดินเพื่อทำกินและอยู่อาศัยในพื้นที่ มีทั้งเป็นผู้ที่บุกเบิกที่ดินทำกินด้วยตนเองและการได้รับจากญาติหรือการซื้อขายกัน โดยไม่ได้รับกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายการเข้าครอบครองที่ดินทำกินและอยู่อาศัยของคนไร้สัญชาติในพื้นที่ไม่ต่างกับการเข้าครอบครองที่ดินกับคนไทยที่มีสัญชาติ คือครอบครองเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยและปลูกพืช การครอบครองที่ดินของคนไม่มีสัญชาติจึงไม่เป็นปัญหาในการครอบครองหรือถือกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกับคนที่มีสัญชาติไทย เพราะการครอบครองและถือกรรมสิทธิ์นี้ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายการถือกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายไทยตั้งแต่แรก[6] กล่าวคือ ที่ดินที่คนไม่มีสัญชาติครอบครองรัฐไทยไม่มีนโยบายออกเอกสารสิทธิ์ โดยเฉพาะที่ดินที่อยู่บริเวณแนวชายแดนไทย-ลาว เป็นต้น การครอบครองที่ดินจึงทำได้โดยอาศัยหลักการครอบครองทรัพย์สินตามหลักสิทธิมนุษยชนเท่านั้น[7] เพราะการครอบครองและถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมายไทย ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวหรือคนที่ไม่มีสัญชาติไทยถือกรรมสิทธิ์ในที่อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดินแต่อย่างใด คนไร้สัญชาติกลุ่มนี้จึงได้รับผลกระทบจากการไม่มีหลักประกันที่แน่นอนในการถือครองและถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แม้ว่าในอนาคตรัฐจะมีนโยบายให้เอกสารสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว คนกลุ่มนี้ก็ยังไม่มีโอกาสได้รับสิทธิดังกล่าวเฉกเช่นที่คนมีสัญชาติไทยได้รับ ที่ดินที่คนไม่มีสัญชาติถือครองอยู่อาจกลับไปตกอยู่ในกรรมสิทธิ์ของรัฐหรือกรรมสิทธิ์ของคนไทยก็เป็นไปได้   จึงสรุปได้ว่า ในมุมมองในที่นี้คนไร้สัญชาติไม่ได้ หมายความว่าจะไม่มีสัญชาติไทยหรือจุดเกาะเกี่ยวความเป็นคนมีสัญชาติไทยเลยพบว่าคนไร้สัญชาติในพื้นที่ร้อยละ95 เป็นบุคคลที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐไทยแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นจุดเกาะเกี่ยว ตามหลักสายโลหิต หลักดินแดน และข้อกฎหมายด้วย เพียงแต่มีขั้นตอนและกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อนทางกฎหมายและวิธีปฏิบัติที่ยากจะเข้าถึงให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทยและสิทธิต่างๆได้[8]
                   3.) แรงงานข้ามชาติ
                   ในพื้นที่บ้านหินสูง มีการเพาะปลูกพืชทางการเกษตรหลายอย่าง อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา เป็นต้น การปลูกพืชจำนวนมากอาจจะต้องใช้แรงงานคนจำนวนมากเพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของตลาด หรือในฤดูเก็บเกี่ยวจำเป็นที่ต้องใช้แรงงานคน การว่าจ้างแรงงานจากต่างถิ่นโดยเฉพาะแรงงานจากประเทศลาวเข้ามารับจ้างเกี่ยวข้าว จำเป็นต้องใช้เวลาหลายวัน ซึ่งชาวบ้านบางคนได้ให้แรงงานเหล่านั้นได้อาศัยในพื้นที่นา หรือพื้นที่ไร่ และอาจจะอนุญาตให้ปลูกพืชบางชนิดได้ ซึ่งถือว่าแรงงานดังกล่าวได้ใช้สิทธิครอบครองที่ดินทำกินจากผู้ถือกรรมสิทธิ์ในลักษณะชั่วคราว การปลูกสร้างที่อยู่อาศัยจึงมีลักษณะชั่วคราวไม่เป็นถาวร การปลูกพืชก็เป็นพืชระยะสั้นเช่น พืชสวนครัว มีการเลี้ยงสัตว์เล็กๆน้อยๆ ซึ่งถือได้ว่าคนกลุ่มนี้เข้าครอบครองที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในลักษณะชั่วคราวที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์อนุญาตให้ใช้จนกว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะไม่ให้ใช้ แต่ก็มีแรงงานข้ามชาติบางคนที่พอมีเงินเหลือเก็บสามารถที่จะตกลงซื้อที่ดินกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้ และแรงงานข้ามชาติคนนั้นแม้จะไม่มีสัญชาติไทยก็สามารถที่จะซื้อที่ดินและถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ ยกเว้นที่ดินนั้นจะเป็นที่ดินที่ถูกประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรหรือเป็นที่ดินที่กรมป่าไม้ดูแลอยู่ แรงงานข้ามชาติจะเข้าไปถือกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายไม่ได้
                       5.2.2 การครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดิน
                        1.) การเกษตร
                   ชาวบ้านในหมู่บ้านหินสูง ได้ครอบครองที่ดินเพื่อการทำการเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกข้าว โดยรวมของพื้นที่ที่ครอบครองทั้งหมดร้อยละ 60 เป็นพื้นที่ที่ใช้ปลูกข้าว และนอกจากนั้นใช้เป็นพื้นที่ในการปลูกมันสำปะหลัง ยางพารา พืชสวนครัว และพืชอื่นๆ  ปัจจัยที่ชาวบ้านเข้าครอบครองพื้นที่บ้านหินสูงเพื่อปลูกข้าว เพราะในบริเวณที่นาของบ้านหินสูง เป็นพื้นที่ราบลุ่ม มีแหล่งน้ำจากหนองมนต์ เพียงพอต่อการทำนา แม้พื้นที่นาบางส่วนจะไม่สามารถใช้แหล่งน้ำจากหนองมนต์ได้ ในฤดูทำนา ก็สามารถที่จะใช้แหล่งน้ำฝนตามฤดูกาลในการทำนาได้ การเข้าทำกินและถือกรรมสิทธิ์ในการครอบครองที่ดินบริเวณนี้จึงมีมูลค่าสำหรับชาวบ้านในการสร้างปัจจัยการผลิตพืชผลทางการเกษตรและลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เนื่องจากการปลูกข้าวของชาวบ้านในหมู่บ้านหินสูง เป็นการปลูกเพื่อเก็บไว้กินในครัวเรือนเป็นส่วนใหญ่ เหลือจากการกินในครัวเรือน แจกญาติพี่น้อง ก็ขายซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก พืชผลทางการเกษตรที่สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านได้แก่ มันสำปะหลัง และ ยางพารา  การครอบครองที่ดินของชาวบ้านเพื่อการเกษตรจึงจำเป็นต้องครอบครองพื้นที่ให้ได้ 3 ประเภท[9]
                   ประเภทที่ 1 การครอบครองที่ดินเพื่อการทำนา เป็นการครอบครองที่ดินในพื้นที่ราบลุ่มบริเวณนอกหมู่บ้านเพื่อการผลิตข้าวใช้บริโภคภายในครัวเรือนตลอดทั้งปี
                   ประเภทที่ 2 การครอบครองที่ดินเพื่อการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ประเภท มันสำปะหลัง และ ยางพารา เป็นการครอบครองที่ดินบริเวณที่ราบ  เพื่อขายและหารายได้เข้าครอบครัว
                   ประเภทที่3 เป็นการครอบครองที่ดินเพื่อปลูกพืชสวนครัวไว้บริโภคในครัวเรือน เป็นการครอบครองที่ดินบริเวณติดกับที่อยู่อาศัยขนาดไม่มากนัก
                   นอกจากนี้ยังพบว่ามีการครอบครองที่ดินที่ไม่ใช้เพื่อการเกษตรกรรมโดยตรงแล้ว ยังสามารถนำที่ดินดังกล่าวมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ อาทิ การเลี้ยง โค กระบือ ไก่ เป็นต้น เพื่อเป็นพื้นที่และแหล่งอาหารของสัตว์ด้วย[10]











ภาพที่ 24
ภาพถ่ายดาวเทียม แสดงพื้นที่ปลูกข้าว ภายในหมู่บ้านหินสูง
Description: C:\Users\HP\Documents\บอ45\นาข้าว.jpg
           
                        2.) ที่อยู่อาศัย
                   การครอบครองที่ดินของชาวบ้านเพื่อการอยู่อาศัย เป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกครอบครัวย่อมมีที่อยู่อาศัยไว้พักผ่อนและเก็บอุปกรณ์ทางการเกษตรด้วย การครอบครองที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยของชาวบ้านแบ่งได้เป็นสองประเภท[11]ดังนี้
                        -  การครอบครองที่ดินเพื่อการสร้างบ้าน การครอบครองที่ดินประเภทนี้เป็นการครอบครองที่ดินภายในชุมชนที่อยู่ติดกันรวมกันเป็นชุมชน มีลักษณะการครอบครองในพื้นที่ที่ไม่มากนัก ในบริเวณภายในชุมชนที่มีความหนาแน่นมักมีการครอบครองที่ดินเพื่อการสร้างบ้านประมาณ 2-3งาน แต่ในบริเวณชานหมู่บ้านมีการครอบครองที่ดินประมาณ 1-2ไร่ ลักษณะบ้านที่ปลูกก็มีความแตกต่างกันออกไป ในบริเวณชุมชนกลางหมู่บ้านมีการสร้างบ้านขนาดกะทัดรัดกับที่ดิน มีพื้นที่รอบบริเวณบ้านน้อย มีการปลูกพืชสวนครัวไม่มากนัก บ้านมีลักษณะติดกัน ที่ดินส่วนใหญ่ได้มาจากการจัดสรรภายในเครือญาติ ส่วนการครอบครองที่ดินในบริเวณชานหมู่บ้าน บ้านค่อนข้างมีขนาดใหญ่บางบ้านมีสองชั้น มีพื้นที่บริเวณบ้านจำนวนมาก บางบ้านมีพื้นที่ปลูกยางพารา กล้วย มีโรงจอดรถ และโรงเก็บเครื่องมือทางการเกษตรไว้ในบริเวณบ้านด้วย การครอบครองที่ดินบริเวณนี้เกิดจากการบุกเบิกที่ดินเพิ่มเติมเมื่อมีการขยายตัวของชุมชน
                        - การครอบครองที่ดินเพื่อการสร้างที่อยู่อาศัยชั่วคราว การสร้างที่อยู่อาศัยชั่วคราวพบได้ทั่วไปบริเวณพื้นที่ปลูกพืชทางการเกษตร โดยชาวบ้านจะปลูกที่พักอาศัยชั่วคราว หรือที่เรียกว่า เถียงนา หรือ กระท่อม เพื่อเป็นที่พักหลบแดด หลบฝนและลม ในขณะที่ไปทำการเกษตรในพื้นที่ดังกล่าว พื้นที่ดังกล่าวอาจมีการสร้างในลักษณะถาวรเพื่อการเก็บเครื่องมือทางการเกษตร เลี้ยงสัตว์ หรือเป็น ยุ้งฉางเก็บข้าวด้วย โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ห่างไกลจากถนน ไม่มีไฟฟ้า หรือระบบน้ำประปาของชุมชนเข้าไปถึง
                   โดยสรุปแล้วพบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ เมื่อมีการครอบครองที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยและที่ดินเพื่อการเกษตรแล้ว ชาวบ้านเกือบทั้งหมดจึงต้องปลูกที่อยู่อาศัยในลักษณะบ้านที่อยู่ถาวรในพื้นที่ใกล้หมู่บ้านและปลูกบ้านที่อยู่ชั่วคราวในพื้นที่ทำการเกษตรของตนเองด้วย
                   3.) ที่ดินที่ครอบครองใช้ประโยชน์ร่วมกัน
                   ในชุมชนที่มีประชากรจำนวนมากและมีการจัดระบบเป็นชุมชนย่อมมีพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อที่จะให้ทุกคนในชุมชนมาใช้ร่วมกัน[12] อาทิเช่น วัด โรงเรียน ศาลากลางบ้าน ลานอเนกประสงค์ เป็นต้น การแบ่งที่ดินให้พื้นที่ชุมชนจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ในชุมชนบ้านหินสูง ได้มีการจัดสรรที่ดินให้เป็นพื้นที่ส่วนกลาง หรือพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนมาใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยพื้นที่ในชุมชน เช่น
                   โรงเรียนบ้านหินสูง เกิดจากการที่ชาวบ้านในอดีตได้ครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว จำนวนหลายครัวเรือนแต่เมื่อทางการมีนโยบายที่จะสร้างโรงเรียนเพื่อขยายโอกาสการศึกษาให้แก่คนในชุมชน ชาวบ้านในหมู่บ้านจึงปรึกษาหารือกันเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่กลางหมู่บ้านมีความเหมาะสมที่ใช้เป็นที่ตั้งโรงเรียนนักเรียนในหมู่บ้านเดินทางสัญจรไปมาสะดวก ชาวบ้านที่เคยครอบครองพื้นที่ดังกล่าวจึงมอบสิทธิ การครอบครองดังกล่าวให้เป็นที่สร้างโรงเรียนจนถึงปัจจุบัน
                   พื้นที่กลางบ้านของหมู่บ้านหินสูง ซึ่งในปัจจุบันมีศาลากลางบ้าน ลานอเนกประสงค์ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงปุยอินทรีย์ของชุมชน ตั้งอยู่ เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านร่วมกันบริจาคเพื่อใช้ก่อสร้างสิ่งๆต่างที่เป็นสาธารณประโยชน์แก่คนในหมู่บ้าน
                   จะเห็นได้ว่าการยกสิทธิการครอบครองที่ดินของชาวบ้านในอดีตทำได้ไม่ยาก ด้วยปัจจัยที่มูลค่าที่ดินในอดีตมีไม่มากนัก และเป็นที่ต้องการน้อย บวกกับปัจจัยของวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันและการเกื้อกูลของคนในชุมชนที่อยู่กันอย่างญาติมิตรและเห็นถึงประโยชน์ของสังคมส่วนร่วม แต่ในประเด็นนี้ยังเห็นได้อีกมุมมองหนึ่งว่า นโยบายการตั้งโรงเรียน หรือ การสร้างสถานที่ต่างๆภายในชุมชนเป็นโครงการของภาครัฐที่ชาวบ้านให้การยินยอม ที่จะเสียสิทธิในการครอบครองที่ดิน ไปโดยสมัครใจหรือเห็นว่าสิทธิในที่ดินดังกล่าวเป็นของรัฐ[13]

5.3 สิทธิในที่ดิน
               5.3.1 การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์
                        1.) ผู้มีสัญชาติไทย
                   การได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของชาวบ้านในพื้นที่หมู่บ้านหินสูง โดยส่วนใหญ่ได้รับจากมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ และบางส่วนได้ที่ดินจากการบุกเบิกของตนเองในยุคแรก ผู้ที่อพยพเข้ามาบุกเบิกที่ดินในหมู่บ้านในยุคแรกส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนไทยร้อยละ 90 จะมีคนลาวบ้างบางส่วนที่เข้ามาโดยการเข้ามาของคนลาวส่วนใหญ่ได้แต่งงานและทำกินกับคนไทย มีการครอบครองพื้นที่และถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน สำหรับคนที่มีสัญชาติไทยแล้วและถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ได้รับเอกสารสิทธิ์แสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมาย จากการสำรวจพบว่าไม่มีผู้ไม่มีสัญชาติไทยครอบครองและถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมแต่อย่างใด ส่วนพื้นที่อื่นที่ไม่ได้อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ไม่มีผลกระทบต่อการครอบครองและใช้ประโยชน์แต่อย่างใดทั้งคนที่มีสัญชาติไทยและไม่มีสัญชาติไทย เพราะเป็นพื้นที่ที่กฎหมายไม่ได้รองรับให้ออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายได้อยู่แล้ว การเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ไม่ว่ามีหรือไม่มีสัญชาติจึงไม่มีผลต่อการครอบครองและถือกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด
                       2.) ผู้ไร้สัญชาติ
                   ในพื้นที่หมู่บ้านหินสูงมีผู้ไม่มีสัญชาติไทยเข้าครอบครองพื้นที่และถือกรรมสิทธิ์เพียงร้อยละ 1 ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนใหญ่ผู้ไร้สัญชาติไทยในพื้นที่บ้านหินสูงไม่ได้เกิดจากการที่บุคคลดังกล่าวมีสัญชาติอื่น แต่เป็นเพียงผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ด้วยเหตุที่ตกหล่นไม่ได้ขึ้นทะเบียนและพิสูจน์ว่าเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย ชาวบ้านในกลุ่มนี้มีทั้งที่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินจากการที่ได้รับมรดกจากบรรพบุรุษหรือการบุกเบิกที่ดินทำกินเองและมีการซื้อขายที่ดินบางส่วนจากคนในหมู่บ้านด้วย ในพื้นที่ที่คนไร้สัญชาติได้ถือครองและถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินอยู่นั้น พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้มีกฎหมายรองรับให้ออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายได้ คนกลุ่มนี้จึงไม่ได้รับเอกสารสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมาย แต่หากรัฐมีนโยบายออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินให้คนกลุ่มนี้ คนกลุ่มนี้ก็ไม่สามารถที่จะถือกรรมสิทธิ์ตามเอกสารสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายไทยได้ เพราะกฎหมายไทยได้ห้ามบุคคลต่างด้าว หรือคนที่ไม่มีสัญชาติไทยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายไทย คนกลุ่มนี้จึงต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติให้ตนเองได้รับสัญชาติไทยเสียก่อน แต่ในทางจารีตชุมชนก็เป็นที่ยอมรับกันว่าคนกลุ่มนี้ได้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และสามารถซื้อขายให้บุคคลอื่นกันได้โดยชอบ และเป็นที่รับรู้กันและไม่ได้เกิดปัญหาว่ามีการอ้างสิทธิจากคนที่มีสัญชาติไทยเข้าแย่งสิทธิการครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินจากคนกลุ่มนี้ในเรื่องความไม่มีสัญชาติไทยแต่อย่างใด

               5.3.2 ลักษณะการใช้สิทธิ์ในกรรมสิทธิ์ที่ดิน
                        1.) การให้สิทธิแก่ผู้อื่นครอบครอง ใช้ประโยชน์
                        ชาวบ้านในพื้นที่หลายครอบครัวซึ่งถือกรรมสิทธิในที่ดินจำนวนมากการที่จะเพาะปลูกพืชบางชนิดจะต้องใช้กำลังคนในครอบครัวมาก เช่น การปลูกมันสำปะหลัง 20 ไร่จะต้องใช้กำลังคนในครอบครัวมากกว่า 3 คน แต่บางครอบครัวถือกรรมสิทธิในที่ดินประมาณ 30-90 ไร่ แต่มีสมาชิกในครอบครัวแค่3-5 คน จึงไม่สามารถที่ใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ตนเองถือกรรมสิทธิ์ได้ทั้งหมด[14] ที่ดินบางส่วนจึงปล่อยให้มีการเช่า หรือให้ญาติพี่น้องเข้ามาใช้ประโยชน์เป็นการชั่วคราว โดยพี่น้องเข้ามาใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่แล้วเป็นการเข้ามาใช้ประโยชน์เพื่อเพาะปลูกพืชทางการเกษตร และสร้างที่พักอาศัยในลักษณะชั่วคราว โดยอาจจ่ายค่าตอบแทนในการเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินให้แก่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นผลผลิตทางการเกษตรบ้าง หรือจ่ายเป็นเงินที่ได้จากการขายพืชผลทางการเกษตรที่เพาะปลูกได้[15] การที่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเจ้าของที่ดินให้บุคคลอื่นเข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดินของตน สิทธิในที่ดินของเจ้าของที่ดินยังไม่เสื่อมสูญแม้แต่อย่างใด สามารถที่จะกำหนดหรือจัดการที่ดินดังกล่าวได้ และเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปของชาวบ้านภายในชุมชนว่า ที่ดินดังกล่าวยังเป็นของเจ้าของที่ดินอยู่และผู้ที่ครอบครองเป็นเพียงผู้มาใช้ชั่วคราวเท่านั้น[16]
                        2.) การซื้อขาย
                   การซื้อขายที่ดินเป็นสิทธิอย่างหนึ่งของผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายและการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินจากกรณีศึกษานี้ พบว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาชาวบ้านหลายครอบครัวได้มีการซื้อขายที่ดินกันเป็นจำนวนมาก[17]  การที่ชาวบ้านต้องการขายที่ดินทั้งที่อยู่อาศัยหรือที่ดินทำกินเพื่อย้ายที่ถิ่นฐานการทำมาหากินก็มีเพิ่มขึ้นในทุกปี เพราะด้วยจากสภาพความแห้งแล้งของดินฟ้าอากาศที่ไม่สามารถให้ผลผลิตทางการเกษตรได้เท่าที่ควร หรือ ราคาของผลผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำมากทำให้ชาวบ้านนิยมเข้าไปทำงานในเมือง ซึ่งที่ดินที่เคยได้รับมรดกบางส่วนจึงจำเป็นต้องขายหรือให้ญาติพี่น้องเข้าใช้ทำประโยชน์แทน การซื้อขายที่ดินผู้ซื้อส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลที่อยู่ภายนอกเพื่อต้องการปลูกพืชทางการเกษตรที่เป็นที่นิยมกันมากในขณะนี้คือ การปลูกยางพารา การซื้อขายที่ดินของชาวบ้านในพื้นที่ทำได้โดยการทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรโดยเชิญกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและเพื่อนบ้านข้างเคียงมาเป็นพยานในการซื้อขาย และเป็นที่ยอมรับกันว่าผู้ขายมีกรรมสิทธิ์ในการขายที่ดิน และผู้ซื้อก็เป็นเจ้าของและมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินรายใหม่ด้วย แม้ว่าจะมีการรับรองด้วยเอกสารของทางราชการก็ตาม[18]
                        3.) ที่ดินในฐานะมรดกตกทอด
                   ชาวบ้านส่วนใหญ่ได้ที่ดินจากมรดกตกทอด เพราะบรรพบุรุษเป็นคนที่เข้ามาบุกเบิกพื้นที่ทำกินตั้งแต่สมัยพื้นที่หมู่บ้านยังเป็นป่าและมีการครอบครองและถือกรรมสิทธิ์เรื่อยมา เมื่อมีลูกมีหลานก็ให้เข้าใช้ประโยชน์ปลูกพืช ปลูกผัก โดยการแบ่งมรดกในที่ดินของชาวบ้านอาจจะแตกต่างกับความหมายการแบ่งมรดกของคนทั่วไป คือการที่เจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ เจ้ามรดกก็ให้ลูกหลานเข้าใช้ประโยชน์ทำมาหากินในพื้นนั้น ลูกหลานคนใดทำได้มาก ก็ได้มรดกในที่ดินนั้นมากไปด้วย กล่าวคือ ถ้าลูกหลานคนใดมีความขยันขันแข็ง ปลูกข้าวได้หลายสิบไร่ ลูกหลานคนนั้นก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับมรดกในที่ดินมากกว่าคนที่ขี้เกียจ ซึ่งการรับมรดกที่ดูจากการครอบครองเข้าใช้ประโยชน์ของลูกหลานแล้ว นั้นหมายถึงว่าเป็นการให้กรรมสิทธิ์แก่ผู้ที่ครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งสอดคล้องกับหลักกฎหมายที่ดินในยุคเริ่มต้นที่ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายแก่ผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์
                        4.) การจำนอง  เพื่อกู้เงิน
                   แม้ที่ดินของชาวบ้านหมู่บ้านหินสูงบางส่วน ไม่มีเอกสารสิทธิ์แสดงกรรมสิทธิ์เป็นหลักฐานที่ออกให้โดยทางราชการ ซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้วก็ไม่สามารถที่จะนำไปจำนอง หรือค้ำประกันได้ตามกฎหมายแต่อย่างใด แต่โดยสภาพความเป็นจริงชาวบ้านที่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้มีการจำนองที่ดินกัน คือการกู้ยืมเงินโดยใช้ที่ดินเป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน โดยการทำเป็นหนังสือและมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงเพื่อนบ้านมาเป็นสักขีพยานร่วมกันคือตกลงกันว่า ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้กู้ยืมเงิน ผู้รับจำนอง และหากผิดนัดชำระหรือไม่ชำระก็ยินดีให้ผู้รับจำนองที่ดิน ยึดที่ดินที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินนำมาค้ำประกันไว้ได้  ธรรมเนียมการปฏิบัติในเรื่องของการกู้ยืมเงินของชาวบ้านในหมู่บ้านมีมานานแล้ว[19]  ทั้งที่กู้ยืมเงินกันโดยใช้สิ่งเล็กๆน้อยๆค้ำประกันกัน เช่น รถ ทองคำ เป็นต้น แต่เมื่อต้องการที่จะกู้ยืมเงินจำนวนมากๆก็จำเป็นจะต้องใช้ที่ดินในการค้ำประกันการกู้ยืมเงิน  ส่วนชาวบ้านที่ได้เอกสารสิทธิ์ในที่ดินอย่าง สปก.ก็สามารถที่จะใช้เอกสารสิทธิ์ดังกล่าวเป็นหลักทรัพย์ในการกู้ยืมเงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) เช่นกัน[20]

5.4 ปัญหาที่เกิดจากการครอบครองที่ดินโดยไม่ได้สิทธิตามกฎหมาย
                   สิทธิในที่ดินเป็นสิทธิอย่างหนึ่งที่ถูกรับรองโดยหลักสิทธิมนุษยชนว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สิน และถูกกำหนดสิทธิและประโยชน์ไว้ในกฎหมาย การที่ชาวบ้านครอบครองที่ดินแต่ไม่ได้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมายย่อมสร้างปัญหามากมายและชาวบ้านก็ไม่ได้สิทธิประโยชน์อย่างผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายได้ อาทิเช่น  1. การจะใช้ที่ดินเป็นหลักทรัพย์ เพื่อการกู้เงินและการหาแหล่งทุนเพื่อต่อยอดการประกอบอาชีพ ทำไม่ได้เพราะชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของที่ดินตามกฎหมาย ทำให้ชาวบ้านที่ถือกรรมสิทธิ์และใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเปิดเผย ไม่สามารถที่จะนำที่ดินที่ตนเองเป็นเจ้าของอยู่ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ตามกฎหมายเลย 2. ปัญหาเรื่องความไม่มั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน ชาวบ้านที่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินอยู่เมื่อถึงแก่ความตายก็ไม่สามารถที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ลูกได้ตามกฎหมายว่าด้วยการรับมรดก  ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการถือกรรมสิทธิ์ของบุคคลที่ไม่ชัดเจน และอาจทับซ้อนกับที่ดินของทางราชการอีกด้วย 3.ความไม่มั่นคงทางทรัพย์สินเป็นตัวบั่นทอนจิตใจของชาวบ้านไม่น้อย เพราะการทำกินและการปลูกสร้างสิ่งต่างๆในที่พื้นที่ที่ตนเองยังไม่กรรมสิทธิ์ในทางกฎหมายก็เกิดความกลัว ที่จะสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ[21]
                   ในปัจจุบันพื้นที่แค่เพียงร้อยละ10 ภายในหมู่บ้านหินสูง ถูกประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร ตามกฎหมายการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรและทางสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรได้ออกเอกสารสิทธิ์ประเภทที่ดินเพื่อการเกษตร หรือ สปก. ให้ชาวบ้านเฉพาะเขตที่อยู่อาศัยซึ่งจำกัดไม่เกินครอบครัวละ 1 ไร่เท่านั้น ที่ดินที่ชาวบ้านได้รับได้รับเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมายนี้มีความชัดเจนว่าชาวบ้านได้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายไทยแล้ว หลังจากที่เข้าครอบครองที่ดินมาหลายสิบปี การแย่งสิทธิการครอบครองหรือการโต้แย้งสิทธิภายในชาวบ้านกันเองหรือทางราชการก็ไม่เกิดขึ้นสำหรับที่ดินที่ได้เอกสารสิทธิ์ประเภทนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ของทางราชการ[22] อย่างเช่น เจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ดูแลรับผิดชอบอยู่ในพื้นที่บ้านหินสูง เห็นว่า พื้นที่ที่ชาวบ้านได้รับเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นการได้รับกรรมสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ซึ่งพื้นที่ที่อยู่อาศัยของชาวบ้านเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านครอบครองและอยู่อาศัยมานาน ก่อนการประกาศให้เป็นพื้นที่ป่าด้วย นโยบายของป่าไม้ในพื้นที่จึงไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการกรรรมสิทธิ์ของชาวบ้านในส่วนนั้น ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมายแต่ชาวบ้านครอบครองอยู่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นา และจัดว่าเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ซึ่งป่าไม้ไม่ได้เข้าไปดูแลอีกแล้ว เพราะชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้ขยายพื้นที่ทำกินเพิ่มนับตั้งแต่การประกาศเป็นพื้นที่ป่า จึงถือว่าไม่มีปัญหากับการใช้ประโยชน์ในที่ดินกับกรมป่าไม้  กรมป่าไม้ได้มีนโยบายที่จะทำข้อตกลงกับชาวบ้านและผู้นำชุมชนอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ไหนชาวบ้านเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ พื้นที่ไหนชาวบ้านเข้ามาใช้ประโยชน์ไม่ได้ อย่างเช่น พื้นที่ป่าอนุรักษ์ชาวบ้านเข้ามาเก็บพืชป่าได้ แต่เข้ามาล่าสัตว์ป่า ตัดไม้ ไม่ได้จะมีความผิดทางอาญาทันที ส่วนพื้นที่ที่ชาวบ้านครอบครองอยู่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัย พื้นที่นา พื้นที่ไร่ ในส่วนนี้มีความชัดเจนในสิทธิการครอบครองแล้ว แต่ต้องรอนโยบายการให้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย อันนี้เป็นหน้าที่ของกรมที่ดิน[23] ส่วนเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง (ทหาร ตำรวจ) เห็นว่าการครอบครองและการเข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดินของประชาชนในพื้นที่หมู่บ้านหินสูง เป็นเรื่องที่ดีเพราะชาวบ้านจะได้ช่วยเข้ามาเป็นหูเป็นตาดูแลความปลอดภัยบริเวณแนวชายแดนด้วย ซึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่รัฐ สมัยก่อนเจ้าหน้าที่ก็ทำงานเรื่องความมั่นคงคู่กับผู้นำชุมชนภายในหมู่บ้านมาโดยตลอด พอมาถึงยุคปัจจุบันกำลังทหารและกำลังตำรวจตระเวนชายแดนมีบทบาทน้อยมากบริเวณแนวชายแดน โดยได้มอบหมายให้ชุมชนดูแลกันเอง เรื่องคนเข้าคนออกบริเวณชายแดนด้วย รวมถึงการเข้ามาทำกินอยู่อาศัยภายในหมู่บ้านของคนต่างถิ่นในชุมชนมีระบบการจัดการเรื่องนี้อยู่ดีอยู่แล้ว ส่วนเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินสำหรับฝ่ายทหารแล้วไม่มีปัญหาเพราะพื้นที่ดินดังกล่าวไม่ได้มีเขตทางทหารอยู่ และฝ่ายทหารไม่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การทำงานของฝ่ายทหารเวลาเข้าพื้นที่มีความจำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากชุมชนด้วย จึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่มีชุมชนบริเวณแนวชายแดน[24]




ความเห็นของผู้ศึกษา และแนวทางที่ควรจะเป็น
            การที่ชาวบ้านอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานภายในหมู่บ้านหินสูง เป็นเวลากว่า 50ปี เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกิน ปลูกพืช ทำนา เลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหารและปัจจัยในการดำรงชีพ ย่อมเป็นวิถีทางและสิทธิที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับ การเข้ามาอาศัยและทำกินของชาวบ้านหินสูงในยุคแรกเริ่ม เป็นการเข้ามาเพื่อหาแหล่งอาหารที่มีความอุดมสมบูรณ์เพื่อเลี้ยงคนในครอบครัว และลงหลักปักฐานที่จะอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้โดยการเข้าครอบครองพื้นที่เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย และพื้นที่ของการทำนา และไร่เล็กน้อย  อีกทั้งชาวบ้านโดยส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธร จากนโยบายของรัฐซึ่งรัฐไม่ได้มีนโยบายเยียวยาหรือจัดหาที่ทำกินที่เหมาะสมให้ชาวบ้าน ชาวบ้านจึงจำเป็นต้องอพยพเข้ามาอาศัยในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างหมู่บ้านหินสูง ประกอบกับชาวบ้านเข้ามาจับจองพื้นที่ก่อนที่กรมป่าไม้จะประกาศเป็นพื้นที่ป่า และการเข้ามาครอบครองพื้นที่ของชาวบ้านเป็นการครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และเพื่อการทำกินเพื่อเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น จึงเห็นว่าระยะเวลาการครอบครองพื้นที่ที่มีระยะเวลานานแล้ว อีกทั้งยังมีองค์ประกอบที่ชัดเจนว่าชาวบ้านมีเจตนาที่บริสุทธิ์และไม่ขัดต่อกฎหมายในการครอบครองพื้นที่ด้วย รัฐไทยควรมีนโยบายที่ชัดเจนในการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่บ้านหินสูง ไม่ว่ากรรมสิทธิ์นั้นจะมีมากน้อยเพียงใดก็ควรจะต้องปรึกษาหารือและทำความเข้าใจกับชาวบ้าน แต่ชาวบ้านที่ครอบครองที่ดินอยู่จะต้องมีเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมายเพื่อเป็นหลักประกันในชีวิตและทรัพย์สินแก่บุคคลและลูกหลานในอนาคตด้วย[25]ทั้งนี้ระบบกรรมสิทธิ์ในที่ดินของชาวบ้านมีการดำเนินการโดยระเบียบทางสังคมอยู่แล้ว ผู้ก่อกรรมสิทธิ์ แม้ว่าจะไม่มีเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมายรองรับ แต่ก็สามารถจำหน่าย จ่าย โอน หรือยินยอมให้ผู้อื่นเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ได้ รวมทั้งสามารถนำไปจำนอง เพื่อกู้ได้อีกด้วย ระบบกรรมสิทธิ์ภายในชุมชนนี้จึงควรได้รับการรองรับ โดยออกเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้กับผู้ได้รับกรรมสิทธิ์ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันในชุมชนและชุมชนก็ยอมรับสิทธิ์นี้อยู่แล้ว เพื่อสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เกิดผลทำให้มั่นคงเพื่อให้บริเวณชายแดน มีความมั่นคงและหลักประกันในชีวิต ซึ่งจะส่งผลต่อการขยายของการค้า การลงทุนในบริเวณพื้นที่ชายแดนด้วย



[1]อาทิตย์ขจรปฐพี คูณแก้ว, สัมภาษณ์, กำนันตำบลช่องเม็ก ,7 มกราคม 2557
[2]ถาวร พิมพไกรดี, ชาวบ้านบ้านหินสูง, สัมภาษณ์, 8 มกราคม 2557
[3]สงกรานต์ แก้วดอน ,สมาชิก อบต.หมู่ที่ 5 บ้านหินสูง, สัมภาษณ์ , 8 มกราคม 2557
[4]วินัย จันทร์สอน ,นักวิชาการที่ดินชำนาญการสำนักงานที่ดินสาขาอำเภอสิรินธร, สัมภาษณ์ , 21 กุมภาพันธ์

95วิเคราะห์จากการเก็บข้อมูลในหมู่บ้านหินสูง
96วิเคราะห์จากข้อมูลของมูลนิธิพิทักษ์สตรี ตำบลช่องเม็ก
[7]วิเคราะห์จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างสถานะบุคคลในการครอบครองและถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 8 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ,ประมวลกฎหมายที่ดิน
[8]วิเคราะห์จากการเก็บข้อมูล
[9]วิเคราะห์จากเก็บรวบรวมข้อมูลและการสัมภาษณ์
[10]วิเคราะห์จากเก็บรวบรวมข้อมูลและการสัมภาษณ์
[11]วิเคราะห์จากเก็บรวบรวมข้อมูลและการสัมภาษณ์
[12]หนูกร ชุมชัย, สัมภาษณ์ , 16 กุมภาพันธ์ 2557
[13]วิเคราะห์จากการเก็บข้อมูลและการสัมภาษณ์
[14]วิเคราะห์จากการเก็บข้อมูล
[15]หนูริด พันธ์โชติ, ชาวบ้านบ้านหินสูง, สัมภาษณ์ , 7 กุมภาพันธ์ 2557
[16]วิเคราะห์จากการเก็บข้อมูล
[17]วิเคราะห์จากการเก็บข้อมูล และ สัมภาษณ์ ,อวย ยุบลวัฒน์,ชาวบ้านบ้านหินสูง , 3 กุมภาพันธ์ 2557
[18]อาทิตย์ขจรปฐพี คูณแก้ว, สัมภาษณ์ , 3 กุมภาพันธ์ 2557
[19]วิเคราะห์จากการเก็บข้อมูล
[20]ทองแดง ยุบลวัฒน์, สัมภาษณ์, 15 มกราคม 2557
[21]ถาวร พิมพไกรดี, ปราณี ไชยจำนง, คำ พงษ์งาม, สัมภาษณ์ , 17 กุมภาพันธ์ 2557
[22]วิเคราะห์จากการเก็บรวบรวมข้อมูล
[23]แสงทอง อรุณทอง, หัวหน้าสำนักป่าไม้ที่ 66, สัมภาษณ์, 3 มีนาคม 2557
[24]สมหมาย แสงทอง, หัวหน้ากองบังคับการตระเวนชายแดนที่ 221, สัมภาษณ์ , 5 มีนาคม 2557
[25]วิเคราะห์จากการเก็บข้อมูลและการทบทวนวรรณกรรม รวมถึงความเห็นส่วนตัวของผู้วิจัยเอง 



บทที่ 6

สรุปและข้อเสนอแนะ

งานค้นคว้าอิสระเรื่องสิทธิในที่ดินของประชาชน บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว เกิดจากการที่ผู้วิจัยเข้าไปปฏิบัติงานในฐานะบัณฑิตอาสาสมัครที่หมู่บ้านหินสูง เป็นระยะเวลาร่วมๆ 7 เดือน พบว่า ในอดีตกลุ่มชาวบ้านหินสูงได้ทำกินบริเวณท้องเขื่อนสิรินธรในปัจจุบัน โดยได้ครอบครองที่ดินเพื่อทำการเพาะปลูกข้าว ต่อมาเมื่อประมาณปี  ..2511 ทางรัฐบาลได้มีนโยบายก่อสร้างเขื่อนสิรินธร บริเวณอำเภอพิบูลมังสาหาร (อำเภอสิรินธร ปัจจุบัน) ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนดังกล่าวด้วย รัฐบาลจึงได้จัดให้ชาวบ้านไปอยู่ในนิคม โดยจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้ แต่มีชาวบ้านส่วนหนึ่งเห็นว่าที่ดินที่รัฐบาล ได้จัดสรรให้แก่ชาวบ้าน เป็นพื้นที่แห้งแล้ง ไม่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยและเพาะปลูกพืช ส่งผลให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่ง บุกเบิกพื้นที่บริเวณ หมู่บ้านหินสูงในปัจจุบัน ซึ่งในอดีตเคยเป็นป่ารกทึบ และเป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์จำนวนมาก
เมื่อได้ทำการศึกษาค้นคว้าและเก็บข้อมูลจากพื้นที่จริง ผสานกับการวิเคราะห์บริบทชุมชนร่วมกับแนวคิดที่เกี่ยวข้องพบว่าชาวบ้านหมู่บ้านหินสูงในยุคแรกได้บุกเบิกการเข้าทำกินในที่ดินต่างๆ จากการใช้แรงงานยุคบรรพบุรุษ เพื่อการปลูกพืช อาทิเช่น การปลูกผัก ปลูกสมุนไพร ไว้ในบริเวณบ้านเพื่อการบริโภคในครัวเรือน เมื่อเข้าสู่ยุคหลังความต้องการอาหารและปัจจัยการบริโภคอื่นมีมากขึ้น ลักษณะการใช้ที่ดินในยุคแรกก็เปลี่ยนไป มนุษย์เริ่มที่จะบุกเบิกที่ดินจำนวนมากเพื่อการเพาะปลูกพืชทางเศรษฐกิจ หากครอบครัวไหนมีความขยันขันแข็ง มีกำลัง ก็สามารถที่จะบุกเบิกและเข้าครอบครองที่ดินทำกินได้มากด้วย พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อการทำนาข้าว ไว้บริโภคภายในครัวเรือน และมีพื้นที่อยู่อาศัยเล็กน้อย แต่เมื่อครอบครัว เริ่มมีจำนวนมากขึ้นและชุมชนเริ่มขยายตัว ความต้องการอาหารและที่ดินก็เพิ่มสูงขึ้น การขยับขยายเข้าทำกินในที่ดินและการจัดสรรปันส่วนให้คนในครอบครัวก็เกิดขึ้นตามมาชาวบ้านในหมู่บ้านหินสูงมีที่ดินที่ไว้ใช้ประโยชน์อยู่ 2 ส่วนด้วยกันคือ
1. ที่ดินทำกิน ไว้ใช้เพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร เป็นพื้นที่ราบลุ่มส่วนใหญ่ เช่น ผืนนา ไร่มันสำปะหลัง และสวนยางพารา เป็นต้น พื้นที่นี้ส่วนใหญ่มีจำนวนประมาณครัวเรือนละ 5-15ไร่ ตั้งอยู่บริเวณรอบหมู่บ้าน พื้นที่ส่วนนี้ทั้งหมดชาวบ้านยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆตามกฎหมายที่จะยืนยันความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้ตามกฎหมายเลย จึงอยากให้ภาครัฐออกเอกสารสิทธิ์ให้กับชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านยืนยันว่าสามารถที่จะพิสูจน์สิทธิการครอบครองและการใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ หรือการซื้อขายกันในภายหลัง
2. ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยส่วนใหญ่ใช้เพื่อการปลูกสร้างบ้านที่อยู่ติดกันภายในหมู่บ้าน ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยได้รับการประกาศให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  เมื่อปี พ.ศ.2553 ชาวบ้านส่วนใหญ่ได้รับเอกสารสิทธิ์ (ส.ป.ก.) ในพื้นที่ครัวเรือนละไม่เกิน 1ไร่แล้ว แต่มีชาวบ้านส่วนหนึ่งที่ไม่ได้มีพื้นที่ในบริเวณภายในหมู่บ้าน ยังไม่ได้รับเอกสารสิทธิ์ใดๆเลย ชาวบ้านส่วนนี้ปลูกบ้านอยู่ทางเข้าหมู่บ้าน หรือปลูกบ้านอยู่ที่ไร่นาของตนเอง ก็ไม่ได้รับเอกสารสิทธิ์ใดๆ ชาวบ้านที่ได้รับเอกสารสิทธิ์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ก็ได้เสนอให้ทางภาครัฐออกเอกสารสิทธิ์เพิ่มเติมจาก1ไร่ เป็น1-5ไร่ เพราะชาวบ้านบางส่วนถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่ออยู่อาศัยในพื้นที่มากกว่า 1ไร่ และชาวบ้านที่ปลูกสร้างบ้านอยู่นอกหมู่บ้าน หรือ ปลูกสร้างบ้านในนาหรือไร่ ก็เสนอแนะให้รัฐออกเอกสารสิทธิ์ให้กับเขาเหล่านั้นด้วย

6.1 ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานภาครัฐ
                   จากการศึกษาในหัวข้อที่ศึกษาผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐได้ออกเอกสารสิทธิ์ทำกินให้กับชาวบ้าน ที่ถือครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกิน รวมถึงที่ดินทำกินที่รับมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษด้วย เพื่อให้ชาวบ้านได้ถือครองที่ดินอย่างถูกกฎหมายมีหลักประกันในชีวิตที่มั่นคงและสามารถที่จะใช้ที่ดินแปลงเป็นทุนในการทำมาหากินเพื่อยกฐานะและคุณภาพชีวิตของครอบครัวซึ่งการที่รัฐออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ชาวบ้านจะแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนในการถือครองที่ดินของชาวบ้าน สามารถที่จะป้องกันการบุกรุกป่าและบุกเบิกที่ดินเพิ่มเติมได้อีกทางหนึ่งด้วย
                  

บรรณานุกรม



หนังสือและบทความ
บทความหยาดเหงื่อ หยาดน้ำตา ความเป็นมาของคนหลังเขื่อนสิรินธร” โดย สมัชชาคนจน

ปรีชา ช้างขวัญยืน. ( 2538 ). ปรัชญาแห่งอุดมการณ์ทางการเมือง. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อุบลราชธานีมาจากไหน, สุจิตต์ วงศ์เทศ

ปรีชา  เปี่ยมพงศ์สานต์. เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ. กรุงเทพฯ: ศูนย์บริการเอกสารวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย . 2542. บทที่ 8, หน้า 73 - 80.
Daniel  W. Bromley. Environment and Economy: Property  Rights and Public  Policy . Massachusetts : Basil  Blackwell , 1991.

Davis, John B. (2006). "Heterodox Economics, the Fragmentation of the Mainstream, and Embedded Individual Analysis,” in Future Directions in Heterodox Economics. Ann Arbor: University of Michigan Press

Daniel  W. Bromley. Environment and Economy: Property  Rights and Public  Policy . Massachusetts : Basil  Blackwell , 1991.




สัมภาษณ์
            ขาวเลิศ ,ผู้เคยอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพ ปี 2518, 3 มีนาคม 2557

ดอกจันทร์ ใบทอง,ประธานกลุ่มจักรสานฯ ,6 ธันวาคม 2556


วันดี ทองมา,7 มกราคม 2557

วิโรจน์ มานะรัง ,ตำรวจตระเวนชายแดน ,6 กุมภาพันธ์ 2557

สมชาย ทองมา ,เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ,3 กุมภาพันธ์ ,2557

ถาวร พิมพไกรดี , ชาวบ้านบ้านหินสูง ,8 มกราคม 2557

หนูริด พันธ์โชติ , สารวัตรกำนันตำบลช่องเม็ก ,2 กุมภาพันธ์ 2557

วินัย จันทร์สอน ,นักวิชาการที่ดินชำนาญการสำนักงานที่ดินสาขาอำเภอสิรินธร ,21 กุมภาพันธ์

บุญมา อยู่ใส ,7 กุมภาพันธ์ 2557

แสงทอง อรุณทอง ,หัวหน้าสำนักป่าไม้ที่ 66 , 3 มีนาคม 2557

สมหมาย แสงทอง , หัวหน้ากองบังคับการตระเวนชายแดนที่ 221, 5 มีนาคม 2557

หนูกร ชุมชัย, 5 มีนาคม 2557

สงกรานต์ แก้วดอน ,สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลช่องเม็ก, 2 กุมภาพันธ์ 2557
ทองแดง ยุบลวัฒน์,ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านหินสูง หมู่ที่ 5 ,20 มกราคม 2557
อำไพ บุญศรี,สารวัตรกำนันตำบลช่องเม็ก,3 กุมภาพันธ์ 2557

อาทิตย์ขจรปฐพี คูณแก้ว ,กำนันตำบลช่องเม็ก, 7 พฤศจิกายน 2556  7 ธันวาคม 2556

อวย ยุบลวัฒน์,3 กุมภาพันธ์ 2557


สื่ออิเล็กทรอนิกส์
Google earth
ประวัติศาสตร์ลาว,วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี

สงครามกลางเมืองลาว จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

อื่นๆ
เอกสารประชาสัมพันธ์ ,การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย,2550
ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน สถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย.เศรษฐศาสตร์(Economics).กรุงเทพฯ:2548.
ข้อมูลจากกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย
ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา, 2554








ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น