บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่อง การต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทยของผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน
มีวัตถุประสงค์ เพื่อทราบถึงหลักเกณฑ์และกระบวนการให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทย
และเพื่อทราบถึงผลดีผลเสียในแนวทางการได้มาซึ่งสัญชาติไทย
จากการศึกษาพบว่าในพื้นที่ศึกษา
ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
มีผู้ประสบปัญหาไม่มีสถานะทางทะเบียนจำนวนมากโดยแบ่งผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนได้จำนวน
4
กลุ่มด้วยกันดังนี้
1. ผู้ที่ตกสำรวจ
คือ กลุ่มบุคคลที่มีถิ่นฐาน มีพ่อแม่ญาติพี่น้องเป็นคนที่มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด
แต่ไม่ได้เข้าร่วมการสำรวจทางทะเบียนราษฏรเมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๙๐ บุคคลกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นบุคคลผู้สูงอายุ
2. ผู้อพยพ
(ลาวอพยพ) คือ
กลุ่มบุคคลที่มีถิ่นฐานเดิมในประเทศเพื่อนบ้านและหนีภัยสงครามเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาช้านาน
ปัจจุบันยังไม่ได้รับการรับรองทางทะเบียนจากรัฐใดในโลก
3. ผู้ที่ไม่ได้แจ้งเกิดตามกฎหมาย
คือ กลุ่มบุคคลที่มีพ่อหรือแม่เป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย
แต่ไม่ได้แจ้งเกิดตามกฎหมายไทย
4. คนไร้รากเหง้า
คือ กลุ่มบุคคลที่ไม่ทราบแหล่งที่เกิดหรือที่อยู่อาศัยเดิมของบรรพบุรุษ
หรือไม่สามารถระบุตัวตนของพ่อและแม่ได้แต่อย่างใด
จากปัญหาของกลุ่มบุคคลที่ประสบปัญหาไม่มีสถานะทางทะเบียนในพื้นที่
ทำให้เกิดกลุ่มเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
ในการขับเคลื่อนเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทยและสิทธิต่างๆที่ควรได้รับตามกฎหมาย
เมื่อได้ทำการศึกษาค้นคว้าและเก็บรวบรวมข้อมูลผสานกับการวิเคราะห์บริบทของปัญหาร่วมกับแนวคิดที่เกี่ยวข้องพบว่า
บุคคลทั้ง4 กลุ่มมีความต้องการสัญชาติไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิต่างๆ อาทิเช่น
สิทธิการอยู่อาศัยในประเทศไทย สิทธิการเข้ารับการศึกษา สิทธิการรักษาพยาบาล
สิทธิการประกอบอาชีพ เป็นต้น
จึงได้มีการขับเคลื่อนประเด็นปัญหาสู่ภาครัฐและแนวทางการแก้ไขปัญหา
ทั้งในเชิงประเด็นข้อกฎหมายและวิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ
จากการศึกษาผู้วิจัยจึงจัดทำข้อเสนอแนะต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องดังนี้
เห็นว่ารัฐไทยควรเปิดโอกาสให้กลุ่มบุคคลที่ประสบปัญหาไม่มีสถานะทางทะเบียนได้มีพื้นที่ในการนำเสนอปัญหาข้อเสนอแนะ
และรัฐไทยควรรับฟังและมีกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เป็นระบบ
โดยจัดให้มีกระบวนพิสูจน์สัญชาติที่ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนเข้าถึงได้อย่างสะดวกและไม่มีภาระค่าใช้จ่ายใดๆ
และผลักดันให้มีกฎหมายรองรับผู้ที่อาศัยในประเทศไทยเป้นเวลานานแล้วได้รับสัญชาติไทย
ส่วนกลุ่มบุคคลที่ยังไม่สามารถพิจารณาให้สัญชาติไทยได้ในระยะเวลานี้ รัฐไทยจะต้องให้การคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชนและให้บุตรหลานมีโอกาสเข้ารับการศึกษา
และการรักษาพยาบาลโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
รวมถึงชะลอการส่งตัวบุคคลที่
ไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติใดๆในโลกนี้ได้ไปยังประเทศใดประเทศหนึ่ง
บทที่1
บทนำ
1.1ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ตามที่ที่ประชุมคณะสมัชชาสหประชาชาติ
สมัยสามัญ สมัยที่ 3 ได้มีมติรับรองปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ในการวางรากฐานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศฉบับแรกของโลก
และเป็นพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนทุกฉบับที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ปฏิญญาสากลว่ าด้วยสิทธิมนุษยชนถือเป็นมาตรฐาน ที่ประเทศสมาชิกสหประชาชาติได้ร่วมกันจัดทำเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนทั่
วโลก ทั้งนี้
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสี่สิบแปดประเทศแรกที่ลงคะแนนเสียงร่วมรับรองปฏิญญาฉบับนี้ในการประชุมดังกล่าว
ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสเนื่องในโอกาสการครบรอบ 60 ปี
ของการรับรองปฏิญญาสากลว่ าด้วยสิทธิมนุษยชน ในวันที่ 10 ธันวาคม 2551
ประเทศไทยได้ร่วมกับประชาคมโลกในการฉลองวาระสำคัญดังกล่าว
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เกี่ยวกับหลักการสากลด้านสิทธิมนุษยชนให้กับประชาชนได้รับทราบ
โดยเฉพาะสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเองซึ่งไม่ควรถูกละเมิด และการเคารพสิทธิของผู้อื่นซึ่งจะช่วยส่งเสริมสันติสุขภายในสังคม
ซึ่งปฏิญญาสกลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
ฉบับนี้ได้กำหนดในข้อ 15 ว่าบุคคลต้องมีสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง นั้นหมายความว่า
บุคคลทุกคนย่อมต้องได้รับการรับรองจากรัฐใดรัฐหนึ่งให้ตนเองได้ถือสัญชาติตามกฎหมายของรัฐนั้น
เพื่อที่บุคคลนั้นได้จะได้รับสวัสดิการพื้นฐานและการดูแลจากรัฐเจ้าของสัญชาติชาติรวมถึงประพฤติปฏิบัติกับบุคคลนั้นอย่างเท่าเทียมกันในทางกฎหมาย
ในปัจจุบันสังคมไทยไทยยังมีผู้ไร้สถานะทางทะเบียนเป็นจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย
แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านประเทศไทยได้ออกกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน และคนไร้สัญชาติ มาโดยตลอดหลายสิบปี
ที่ผ่านมาก็ไม่สามารถ
แก้ไขปัญหาให้ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยหมดไปได้
และบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนก็ไม่สามารถที่จะได้รับสิทธิหรือการปฏิบัติจากรัฐไทยแต่อย่างใด
อย่างเช่นสิทธิขั้นพื้นฐาน อาทิเช่น สิทธิในการเดินทาง สิทธิในการประกอบอาชีพ
สิทธิในการรับบริการรักษาพยาบาล เป้นต้น
ทำให้คนเหล่านี้ได้รับผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวันเป้นอย่างมาก
การเดินทางไปทำมาหากินประกอบอาชีพในต่างถิ่นเพื่อแสดงว่าหาโอกาสในด้านเศรษฐกิจเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตก็ทำไม่ได้
รวมถึงบุตรหลานของคนที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนก็ได้รับผลกระทบจากการที่รัฐไทยไม่รับรองการให้สัญชาติตามกฎหมาย
ทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมาอีกมากมาย
จนทำให้ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนได้รับความเดือดร้อนและได้รับผลกระทบจากการไม่มีสัญชาติไทย
และเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินการหรือมีแนวทางช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ได้รับสัยชาติไทยได้อย่างไร
ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนบางกลุ่มจึงได้รวมตัวกันต่อสู้ในประเด็นทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องสิทธิในสิ่งตนเองควรได้รับ
บางกลุ่มได้ใช้วิธีการที่ผิดกฎหมาย เช่น การให้สินบนเจ้าหน้าที่
บางกลุ่มได้ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาคเอกชน อาทิเช่น มูลนิธิ สมาคม
เป็นต้นเพื่อให้เข้ามาข่วยเหลือแก้ไขปัญหาไม่มีสถานะทางทะเบียน
จากสภาพปัญหาและข้อมูลข้างต้น
ทำให้ทราบว่าสหประชาชาติได้ให้การรับรองให้บุคคลทุกคนในรัฐได้รับรองการรับรองและให้มีสัญชาติตามกฎหมายของรัฐใดรัฐหนึ่ง
ได้และได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคกันในทางกฎหมาย
ประกอบกับประเทศไทยได้รับรองให้การรับรองปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนี้แล้ว
จึงถือว่าเป็นภาคีสมาชิกที่ต้องปฏิบัติตาม
และจะต้องออกกฎหมายและวิธีการมาเพื่อรองรับให้ผู้ที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนได้รับสัญชาติ
และเข้าถึงโอกาสในการพิสูจน์สัญชาติอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
แต่จากสภาพข้อเท็จจริงมีผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย
แม้จะเกิดหรืออาศัยในเมืองไทยมานานหลายสิบปี
และรัฐก็ไม่เปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านี้ได้พิสูจน์สัญชาติสัญชาติได้
ทำให้บุคคลเหล่านี้ได้รวมตัวกันต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิการได้สัญชาติแก่รัฐไทย
โดยได้มีการรวมตัวกันต่อสู้เรียกร้องทั้งการรวมกลุ่มกันเรียกร้อง เช่น
กลุ่มผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นกลุ่มชาวบ้านที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน
อันเกิดจากปัญหาข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่มีความชัดเจนและชาวบ้านยังไม่มีความเข้าใจในข้อกฎหมายและวิธีปฏิบัติอย่างเพียงพอ โดยกลุ่มชาวบ้านที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ในพื้นที่ดังกล่าวมีปัจจัยมาจากหลายสาเหตุ
อาทิเช่น การที่ชาวบ้านเป็นคนลาวอพยพในช่วงสมัยสงครามกลางเมืองลาว การไม่ได้ไปแจ้งเกิด เป็นต้น
ประกอบกับเป็นพื้นที่ชายแดนที่ชาวบ้านอาศัยมาหลายสิบปีและบางคนได้เกิดในประเทศไทยแต่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย
ผู้วิจัยจึงเห็นว่าสภาพปัญหาและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
เป็นประเด็นที่น่าสนใจที่จะศึกษาและความรู้ที่ได้จากการวิจัยมาใช้เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาของผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนได้ในอนาคต
รวมถึงเป็นแนวทางให้รัฐไทยและเจ้าหน้าที่สามารถที่จะช่วยเหลือผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนให้ได้รับสัญชาติไทยได้ในอนาคต
1.2 คำถามการวิจัย
กระบวนการให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทยของผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนมีลักษณะอย่างไร
คำถามย่อย
กฎหมายไทยในเรื่องสัญชาติมีลักษณะอย่างไร
ขั้นตอนปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทย
มีลักษณะอย่างไร
1.3 วัตถุประสงค์
1.3.1
เพื่อทราบถึงหลักเกณฑ์และกระบวนการให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทย
1.3.2 เพื่อทราบถึงผลดีผลเสียในแนวทางการได้มาซึ่งสัญชาติไทย
1.4 ขอบเขตการวิจัย
ผู้ศึกษาได้กำหนดขอบเขตในการวิจัยไว้ดังนี้
1.5 พื้นที่เป้าหมาย
1.5.1 ตำบลช่องเม็ก
อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
2.1
ทบทวนวรรณกรรม
เมื่อได้มีการก่อตั้งองค์กรสหประชาชาติขึ้นแล้ว
กฎบัตรสหประชาชาติก็ได้ย้ำถึง เจตนารมณ์ขององค์การสหประชาชาติ
ที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไว้ 7 แห่ง ๆ แรกปรากฏในคำปรารภ อีก 6 แห่งปรากฏในมาตรา
1, 13, 55, 56, 62, 68
ต่อมาสหประชาชาติได้ประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่
10
ธันวาคม 2491 เพื่อแสดงเจตน์จำนงค์อันแน่วแน่
ของบรรดาประเทศสมาชิกขององค์กรสหประชาชาติ
ที่จะคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้เกิดผลอย่างจริงตาม เจตนารมณ์
ที่กำหนดไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ
และเพื่อใช้เป็นมาตรฐานกลางสำหรับบรรดาประเทศสมาชิกที่จะนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้เกิดผลภายในประเทศของตน
อนึ่ง
แม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีคำจำกัดความแน่นอน ในทางกฎหมายระหว่างประเทศว่า
สิทธิมนุษยชนคืออะไร ดังจะเห็นได้จากกฎบัตรสหประชาชาติ อันเป็นที่มาของการจัดทำปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
ก็มิได้ให้คำจำกัดความของคำว่า สิทธิมนุษยชน ไว้แต่อย่างใด
ตลอดจนปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และบรรดาข้อตกลงระหว่างประเทศ
หรือด้านสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย ทั้งในระดับภูมิภาค อาทิของสภายุโรป (ปัจจุบันคือสหภาพยุโรป) ในระดับนานาชาติที่จัดทำโดยองค์การสหประชาชาติ
อาทิ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1989, อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติสตรีทุกรูปแบบ ค.ศ. 1979 ฯลฯ ก็มิได้ ให้คำจำกัดความของคำว่า
สิทธิมนุษยชนไว้ เช่นกัน
ดังนั้น
คำว่าสิทธิมนุษยชนจึงมีความหมายในทางทฤษฎีหรือทางปรัชญา ปัจจุบันในทางปฏิบัติ
จึงยังอยู่กับสถานการณ์ภายในประเทศ อาทิ สังคม วัฒนธรรม ศาสนา ระบบกฎหมาย
ระบบเศรษฐกิจการเมือง การปกครอง ฯลฯ ที่จะนำไปสู่ขึ้นอยู่กับการตีความ ความเข้าใจ
การยอมรับความจริงใจของแต่ละประเทศที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนภายในประเทศของตน
และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง
สหประชาชาติจึงมิได้ให้คำจำกัดความคำว่าสิทธิมนุษยชนไว้
เพราะเป็นการยากยิ่งที่จะกระทำเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่สถานการณ์ต่างๆ
ของโลกได้เปลี่ยนแปลงไป
คำจำกัดความคำว่าสิทธิมนุษยชน อาจต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยเพื่อให้สอดคล้องกัน
ดังเช่นในอดีตมีความคิดเพียงว่าสิทธิมนุษยชน ได้แก่ สิทธิของพลเมือง
และสิทธิทางการเมือง (Civil and Political Rights) เท่านั้น
แต่ปัจจุบันได้ยอมรับว่า สิทธิมนุษยชน หมายความถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ
สังคมและวัฒนธรรม (Economic, Social and Cultural Rights) ด้วยเป็นต้น
การให้คำจำกัดความจึงน่าจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี
เพราะในทางปฏิบัติที่แล้วมา
สหประชาชาติได้เคยประสบปัญหาในการใช้มาตรการด้านกฎบัตรสหประชาชาติ
เพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในบางประเทศก็ได้ถูกโต้แย้งว่า
กรณีดังกล่าวไม่อยู่ในขอบข่ายของสิทธิมนุษยชนมาแล้ว ฉะนั้นสหประชาชาติจึงได้ใช้มาตรการส่งเสริมมนุษยชนในประเทศของตน
ตามมาตรฐานกลางที่กำหนดขึ้นในรูปแบบของข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆ
ด้านสิทธิมนุษยชนดังกล่าวข้างต้น
โดยไม่จำต้องให้คำจำกัดความคำว่าสิทธิมนุษยชนไว้แต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี เป็นที่ยอมรับกันในทางทฤษฎีว่า
คำว่าสิทธิมนุษยชนนั้น
มีที่มาจากแนวความคิดอุดมคติเก่าแก่ของทางตะวันตกในเรื่องกฎหมายตามธรรมชาติ (Natural
law) ซึ่งหมายถึงกฎหมายที่มีลักษณะสำคัญ 3 ประการคือ
เป็นกฎหมาย ที่ใช้ได้ไม่จำกัดเวลา
ใช้ได้ทุกหนแห่งไม่จำกัดว่าต้องใช้ในรัฐใดรัฐหนึ่ง และอยู่เหนือกฎหมายของรัฐ คือ
รัฐจะออกกฎหมายมาให้ขัดหรือแย้งกับกฎหมายตามธรรมชาติมิได้
ทฤษฎีกฎหมายตามธรรมชาติจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงหลักแห่งธรรม
ความยุติธรรมและความถูกต้องนั่นเอง
อนึ่ง
สิทธิมนุษยชนก็ได้มีที่มาจากแนวความคิดอุดมคติเก่าแก่ของทางตะวันตกในเรื่องสิทธิตามธรรมชาติด้วย
ซึ่งหมายถึงความคิดที่ว่ามนุษย์เกิดมาเท่าเทียมกัน
และพระเจ้าซึ่งเป็นผู้สร้างมนุษย์มาได้ให้สิทธิบางอย่างแก่มนุษย์
สิ่งเหล่านี้ไม่อาจโอนให้แก่กันได้ และไม่มีใครจะล่วงละเมิดได้ เช่น
สิทธิในชีวิตเสรีภาพ และสิทธิที่จะหาความสุข และรัฐทั้งหลายจะต้องกระทำทุกอย่างเพื่อให้มนุษย์มีสิทธิเหล่านี้อย่างเต็มที่
วิธีการเช่นนี้ทำให้มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์โลกที่ใช้เหตุผลยอมรับว่าเป็นหลักการที่ดี
และเชื่อว่าจะทำให้มนุษย์อยู่ในสังคมอย่างสันติ และมีความสุข
จากความคิดในเรื่องกฎหมายธรรมชาติและสิทธิทางธรรมชาตินี้เอง
ได้วิวัฒนาการมาสู่การจัดทำปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติในที่สุด
และการให้คำอธิบายถึงคำว่าสิทธิมนุษยชนก็คงต้องอธิบายจากความคิดในเรื่องกฎหมายตามธรรมชาติและสิทธิตามธรรมชาตินี้เอง
เมื่อได้มีการประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแล้ว
การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้ทวีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ
ได้มีความร่วมมือกันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก
เพื่อพัฒนาบรรดามาตรการและกลไกทั้งในประเทศ
และกลไกระดับนานาชาติให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้ดำเนินไปอย่างมีไปอย่างมีระบบในมาตรฐานเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน
โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ สัญชาติ เพศ ผิว ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม
หรือสิทธิทางการเมืองการปกครอง ฯลฯ
สำหรับทางด้านองค์กรสหประชาชาตินั้น
ก็ได้ดำเนินการให้มีการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามหลักการที่บัญญัติในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในหลายด้าน
เช่น การจัดทำอนุสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อนำหลักการของปฏิญญาฯ
มาดำเนินการให้สิทธิมนุษยชนได้มีผลเป็นสิทธิตามกฎหมายอย่างเป็นระบบ
และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทุกแห่งในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดทำอนุสัญญาว่า
ด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1989 อนุสัญญาด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ
ค.ศ. 1979 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิของพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
(International Covenant on Civil and Political Rights) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ
สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic Social and
Cultural Rights) ซึ่งถือเป็นผลงานที่สำคัญยิ่งและวางรากฐานที่มั่นคง
สำหรับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระยะไกล
การจัดประชุมหรือสัมมนาระดับภูมิภาคหรือระดับโลก
เพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านสิทธิจากนานาชาติในอันที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ตลอดจนกำหนดนโยบาย
และแผนปฏิบัติการในเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปอย่างมีระบบและสอดคล้องกัน
แล้วจัดทำเป็นปฏิญญาหรือการแถลงการณ์ร่วมกัน เช่น การประชุมระดับโลก
เรื่องที่เวียนนา ประเทศออสเตรีย หรือการประชุมที่กรุงปักกิ่ง เป็นต้น ฯลฯ นอกจากนั้น
สหประชาชาติยังได้เข้าไปมีบทบาทโดยตรงและต่อเนื่องเพื่อดำเนินการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
รวมทั้งการยุติเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศต่าง ๆ ทั้งในทวีปยุโรป
เอเซีย กลุ่มลาตินอเมริกาและในอาฟริกา เช่น
เหตุการณ์รุนแรงที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในบอสเนียเฮอร์เซโกวีน่า
โดยใช้มาตรการทางการทูต ทางเศรษฐกิจหรือทางทหาร
เพื่อจัดการกับปัญหาความรุนแรงดังกล่าว
รวมทั้งการจัดตั้งศาลอาชญากรสงครามเพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้มีส่วนร่วมในการกระทำผิดในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
เช่นเหตุการณ์ในบอสเนีย เฮอร์เซโกวีน่า ในประเทศรวันดา
รวมทั้งผู้นำกลุ่มเขมรแดงที่ได้ถูกกล่าวหาว่าทำการทารุณกรรฆ่าประชาชนเขมรเป็นจำนวนนับล้านคนในสมัยที่มีอำนาจปกครองประเทศ
เป็นต้น ฯลฯ
จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น
แสดงให้เห็นว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้น ได้ทวีความสำคัญมากขึ้นทุกที
และหลายครั้งได้ถูกนำมาเป็นประเด็นสำคัญเพื่อต่อรองทางการเมือง
ในการพิจารณาติดต่อสัมพันธ์ทางการทูตหรือทางการค้ากับประเทศที่ถูกกล่าวหาว่า
ละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนในประเทศของตน ดังเช่น กรณีของสหภาพยุโรป
ไม่ยอมให้ผู้นำพม่าเดิมเข้าประเทศตน
หรือไม่ซื้อหาสินค้าจากประเทศหลายประเทศในเอเซียที่ถูกกล่าวหาว่าใช้แรงงานเด็กขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนเป็นต้น
ฯลฯ
ดังนั้น
จึงสามารถกล่าวได้ว่าเรื่องของสิทธิมนุษยชนนั้น
ในปัจจุบันรัฐใดรัฐหนึ่งไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่า
เป็นเรื่องที่ตกอยู่เขตอำนาจภายในของรัฐของตนโดยเด็ดขาดเหมือนแต่ก่อนแต่ได้วิวัฒนาการมาเป็นสิทธิระหว่างประเทศ
(International
Rights) ซึ่งรัฐที่เป็นภาคีแห่งข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน
อาจอ้างข้อตกลงนั้น ๆ เข้ามาตรวจสอบ
หรือมีมติให้ใช้มาตราการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน
หรือแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนอันเกิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ดังตัวอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
ข. ประเทศไทยกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
สำหรับประเทศไทยนั้น
ได้ร่วมลงมติรับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมาตั้งแต่ต้น
แม้ปฏิญญาสากลดังกล่าวจะมิได้มีลักษณะเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ
อันจะก่อให้เกิดพันธะกรณีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม ประเทศไทยก็ได้พยายามปฏิบัติการให้เป็นไปตามหลักกฎหมายพื้นฐานที่กำหนดไว้ในปฏิญญาดังกล่าวด้วยดีตลอดมา
เช่น
1. การพัฒนากลไกภายในประเทศ
ประเทศไทยได้พยายามพัฒนากลไก
เช่น กฎหมายในประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวข้างต้น อาทิ
q เมื่อปี พ.ศ.
2519 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5
ครั้งสำคัญเพื่อรับรองสิทธิของหญิงให้เท่าเทียมกับชาย
q การประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันปราบปรามการค้าประเวณี
พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติการค้าเด็กและสตรี พ.ศ. 2540
q การประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
พ.ศ. 2542
q การยกเลิกกฎ
ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ที่ห้ามสตรีดำรงตำแหน่งข้าราชการบางตำแหน่ง
q การแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา
จำเลย หรือนักโทษให้มีสภาวะดีขึ้น
q การประกาศใช้พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่
พ.ศ. 2526 ฯลฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
ซึ่งนับเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากการร่างอย่างเป็นประชาธิปไตย
โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางมากที่สุดเท่าที่เคยมีการยกร่างรัฐธรรมนูญในประเทศไทย
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติที่คุ้มครองในหมวดที่
3
ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และในหมวดที่ 8 ว่าด้วยศาลไว้อย่างก้าวหน้าทันสมัย
มีเนื้อหาสาระสอดคล้องกับมาตรฐานของสหประชาชาติที่กำหนดไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
และข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆ ด้านสิทธิมนุษยชนดังกล่าวแล้วข้างต้น นอกจากนั้น
มีหลายเรื่องไม่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนมาของไทย เช่น
(1)
การกำหนดแนวทางในการใช้อำนาจรัฐ เช่น
การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (มาตรา 26) หรือสิทธิและเสรีภาพ ที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้งโดยปริยาย
หรือโดยการวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ
ยอมรับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภาคณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐโดย
ตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมายและการตีความกฎหมายทั้งปวง (มาตรา 27) หรือการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้
ต้องกระทำโดยกฎหมาย แต่จะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพนั้นไม่ได้ (มาตรา 29 วรรคแรก) ฯลฯ
(2)
การกำหนดขั้นตอนและวิธีการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
เช่น บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้
สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในศาลได้ (มาตรา 28 วรรคสอง) สิทธิของบุคคลที่จะฟ้องหน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น
หรือองค์กรอื่นของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอันเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
และในการคุ้มครองสิทธิและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฯลฯ (มาตรา 56)
สิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการปกครอง
อันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน (มาตรา 60)
สิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และได้รับแจ้งผลการพิจารณาภายในเวลาอันสมควร
(มาตรา 61) สิทธิที่จะฟ้องหน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น
หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคลให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเมิดการกระทำของข้าราชการ
พนักงานหรือลูกจ้างหน่วยงานนั้น (มาตรา 62)
(3)
การจัดตั้งกลไกใหม่เพื่อสอดส่อง ตรวจสอบและวินิจฉัยกรณีที่มีหรือ
อาจมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐ (มาตรา 196 - 198) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (มาตรา 199 - 200) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(มาตรา 297 - 311) ศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา 255 - 270) ศาลปกครอง (มาตรา
276 - 280) เป็นต้น ฯลฯ
2. การร่วมมือระหว่างประเทศ
ทางด้านต่างประเทศนั้น
ประเทศไทยได้ให้ความสนใจในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ
หรือแนวทางปฏิบัติระหว่างประเทศ อันเกี่ยวกับด้านสิทธิมนุษยชนทั้งโดยอ้อมหรือโดยตรงหลายฉบับ
อาทิ
2.1
ด้านสิทธิมนุษยชนโดยอ้อม
ได้แก่ข้อตกลงระหว่างประเทศทางด้านมนุษยธรรมคือ
อนุสัญญาเจนีวาเพื่อให้ผู้บาดเจ็บและป่วยในกองทัพในสนามรบมีสภาวะดีขึ้น ค.ศ. 1949 อนุสัญญาเจนีวาเพื่อให้ผู้สังกัดในกองทัพขณะอยู่ในทะเล
ซึ่งบาดเจ็บป่วยไข้ และเรือต้องอับปางมีสภาวะดีขึ้น ค.ศ.
1949 อนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก ค.ศ. 1949 อนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการคุ้มครองบุคคลพลเมืองในเวลาสงคราม
ค.ศ. 1949
2.2
ด้านสิทธิมนุษยชนโดยตรง ได้แก่
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิทางการเมืองของสตรี ค.ศ. 1952 อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ค.ศ. 1979 อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1985 อนุสัญญาภายใต้องค์การแรงงานระหว่างประเทศ 11
ฉบับ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966 ซึ่งเข้าเป็นภาคีมีผลทางกฎหมายเมื่อ วันที่ 29
มกราคม 2540 และประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจสังคม
และวัฒนธรรม ค.ศ. 1966 ของสหประชาชาติซึ่งมีผลตามกฎหมาย
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2542 ด้วยแล้ว
อนึ่ง
ยังมีข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนอีกหลายฉบับ ที่ประเทศไทย
ยังมิได้เข้าเป็นภาคี อาทิ อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการกระทำอื่น ๆ
ที่ไร้มนุษยธรรมอย่างป่าเถื่อน หรือการลงโทษที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Convention
Against Torture and Other Cruel Inhuman or Degarding Treatment or Punishment -
CAT) เป็นต้น ฯลฯ
2.3
แนวทางปฏิบัติระหว่างประเทศอันเกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
เช่น ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา (รับรองโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2529) ปฏิญญาแห่งเวียนนาและแผนปฏิบัติการ
(รับรองเมื่อ วันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1993) ในการประชุมระดับโลกว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
ปฏิญญาแห่งโลกว่าด้วยการอยู่รอดของเด็ก การปกป้องและการพัฒนาเด็ก (World
Declaration on the Survival Protection and Development of Children) ฯลฯ
ค. การจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทแห่งชาติด้านสิทธิมนุษยชน
จากข้อเท็จจริงดังได้กล่าวแล้วในข้อ ก - ข จะเห็นได้ว่าการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
ได้มีความสำคัญมากขึ้นตลอดเวลา และประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อบทบาทด้านนี้
โดยดำเนินการได้ผลเป็นที่น่าพอใจตามสมควร และภาครัฐและภาคเอกชนต่างร่วมมือกัน
ในการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
บทที่ 3
ระเบียบวิธีการวิจัย
การวิจัยเรื่อง ศึกษาการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทยของผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน
เป็นประเภทของการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ได้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ
ในรูปของการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept
Interview) และการวิเคราะห์เนื้อหา
(Content Analysis)
เพื่อใช้ในการยืนยันข้อมูลที่ได้จากการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ
และเพื่อใช้อภิปรายผลการวิจัยที่กล่าวมาแล้วให้มีความชัดเจนและมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น
ขอบเขตการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้จะทำการศึกษาวิจัยเฉพาะกลุ่มบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน
ในพื้นที่ศึกษา ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
กลุ่มบุคลเป้าหมาย
หมายถึง กลุ่มบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน
ในพื้นที่ศึกษาในทุกช่วงวัย ทีมีบทบาทในการเคลื่อนไหวเรียกร้องสอทธิต่างๆเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทย
ประชากรและการสุ่มตัวอย่าง
การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ (การสัมภาษณ์เชิงลึก)
กลุ่มบุคคลที่ประสบปัญหาไม่มีสถานะทางทะเบียนและมีบทบาทในการเคลื่อนไหวเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทย
ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล
มกราคม – ธันวาคม 2558 (ระยะเวลา 1 ปี)
3.5 เครื่องมือที่ใช้การศึกษาวิจัย
(Instruments)
การตรวจสอบเครื่องมือ
- กรณีการตรวจสอบความเที่ยง
(Reliability)
จะใช้วิธีการตรวจสอบด้วยการหาค่า Coefficient Alpha โดยวิธีการของ
Conbrach จากแบบสอบถามที่ได้นำไปทดสอบกับกลุ่มประชากรทดลองมาแล้ว
ทั้งเป็นรายข้อ และทั้งเป็นชุดหรือเป็นแบบแผน (Pattern)
นอกจากนั้นแล้วยังจะหาค่าความเที่ยงโดยการทดสอบทางสถิติแบบ
Factor
Analysis จากแบบสอบถาม เพื่อคัดเลือกเอาข้อคำถามที่ดี
ที่มีค่าน้ำหนัก (Factor loading) ตั้งแต่ .80 ขึ้นไป เพื่อใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูลจริงต่อไป
กรณีการตรวจสอบความตรง
จะใช้วิธีการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน จำนวน
3-5 ท่านทำการตรวจสอบ ปรับปรุงและแก้ไขข้อคำถาม
ที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มประชากรทดลองมาแล้วอีกครั้งหนึ่ง
สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ
จากการศึกษาพบว่าในพื้นที่ศึกษา
ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
มีผู้ประสบปัญหาไม่มีสถานะทางทะเบียนจำนวนมากโดยแบ่งผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนได้จำนวน
4
กลุ่มด้วยกันดังนี้
1. ผู้ที่ตกสำรวจ คือ
กลุ่มบุคคลที่มีถิ่นฐาน มีพ่อแม่ญาติพี่น้องเป็นคนที่มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด
แต่ไม่ได้เข้าร่วมการสำรวจทางทะเบียนราษฏรเมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๙๐ บุคคลกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นบุคคลผู้สูงอายุ
2. ผู้อพยพ (ลาวอพยพ)
คือ กลุ่มบุคคลที่มีถิ่นฐานเดิมในประเทศเพื่อนบ้านและหนีภัยสงครามเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาช้านาน
ปัจจุบันยังไม่ได้รับการรับรองทางทะเบียนจากรัฐใดในโลก
3.
ผู้ที่ไม่ได้แจ้งเกิดตามกฎหมาย คือ
กลุ่มบุคคลที่มีพ่อหรือแม่เป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย แต่ไม่ได้แจ้งเกิดตามกฎหมายไทย
4. คนไร้รากเหง้า คือ
กลุ่มบุคคลที่ไม่ทราบแหล่งที่เกิดหรือที่อยู่อาศัยเดิมของบรรพบุรุษ
หรือไม่สามารถระบุตัวตนของพ่อและแม่ได้แต่อย่างใด
จากปัญหาของกลุ่มบุคคลที่ประสบปัญหาไม่มีสถานะทางทะเบียนในพื้นที่
ทำให้เกิดกลุ่มเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการขับเคลื่อนเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทยและสิทธิต่างๆที่ควรได้รับตามกฎหมาย
เมื่อได้ทำการศึกษาค้นคว้าและเก็บรวบรวมข้อมูลผสานกับการวิเคราะห์บริบทของปัญหาร่วมกับแนวคิดที่เกี่ยวข้องพบว่า
บุคคลทั้ง4 กลุ่มมีความต้องการสัญชาติไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิต่างๆ อาทิเช่น สิทธิการอยู่อาศัยในประเทศไทย
สิทธิการเข้ารับการศึกษา สิทธิการรักษาพยาบาล สิทธิการประกอบอาชีพ เป็นต้น
จึงได้มีการขับเคลื่อนประเด็นปัญหาสู่ภาครัฐและแนวทางการแก้ไขปัญหา
ทั้งในเชิงประเด็นข้อกฎหมายและวิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ
จากการศึกษาผู้วิจัยจึงจัดทำข้อเสนอแนะต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องดังนี้
เห็นว่ารัฐไทยควรเปิดโอกาสให้กลุ่มบุคคลที่ประสบปัญหาไม่มีสถานะทางทะเบียนได้มีพื้นที่ในการนำเสนอปัญหาข้อเสนอแนะ
และรัฐไทยควรรับฟังและมีกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เป็นระบบ
โดยจัดให้มีกระบวนพิสูจน์สัญชาติที่ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนเข้าถึงได้อย่างสะดวกและไม่มีภาระค่าใช้จ่ายใดๆ
และผลักดันให้มีกฎหมายรองรับผู้ที่อาศัยในประเทศไทยเป้นเวลานานแล้วได้รับสัญชาติไทย
ส่วนกลุ่มบุคคลที่ยังไม่สามารถพิจารณาให้สัญชาติไทยได้ในระยะเวลานี้
รัฐไทยจะต้องให้การคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชนและให้บุตรหลานมีโอกาสเข้ารับการศึกษา
และการรักษาพยาบาลโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
รวมถึงชะลอการส่งตัวบุคคลที่ไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติใดๆในโลกนี้ได้ไปยังประเทศใดประเทศหนึ่ง
บรรณานุกรม
หนังสือ
กฤตยา อาชวนิจกุล., พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร,คำถามและข้อท้าทายต่อนโยบายรัฐไทยในการ
จัดการปัญหามิติสุขภาวะและสิทธิของแรงงานข้ามชาติ , สถาบันวิจัยประชากรและสังคม
มหาวิทยาลัยมหิดล, นครปฐม 2548.
ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว, คนไร้รัฐไร้สัญชาติในรัฐไทย,กรุงเทพฯ ,2550
สันติพงษ์ มูลฟอง. วันเด็กไร้สัญชาติหลักประกันสุขภาพคนไร้สิทธิ.คณะทำงานวันเด็กไร้
สัญชาติ
ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน ภายใต้สมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน, 2550.
บทความ บทความจากหนังสือ/วารสาร/ เอกสารอัดสำเนา
พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, จริยธรรมและกฎหมายในการให้บริการสุขภาพประชากรต่างชาติ,
เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการการบริการสาธารณสุขในประชากรต่างด้าว
ครั้งที่ 1 Healthy Migrants - Healthy Thailand ระหว่างวันที่
5-7กรกฎาคม พ.ศ.2549 ณ
โรงแรมรามาการ์เด้น กรุงเทพมหานครจัดโดย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
ร่วมกับ PATH, IRC, มูลนิธิรักษ์ไทย และ IOM.(วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2549)http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=313&d_id=312
เตือนใจ ดีเทศน์, พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร,ชลฤทัย
แก้วรุ่งเรืองและภาสกร จำลองราช, การยกร่างกฎหมายรับรองสิทธิเข้าสู่บริการสาธารณสุขขั้นมูลฐานของบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคล
: แนวคิดที่ควรทำให้เป็นจริงในสังคมไทย, (วันศุกร์ที่ 16
มีนาคม พ.ศ. 2550).
จิตติมา
ผลเสวก, ผู้หญิงที่ไม่ได้กลับบ้าน, สาละวินโพสต์ ฉบับที่ 40
วันที่ 1 กรกฎาคม - 15 สิงหาคม
พ.ศ. 2550, คอลัมน์ บันทึการการเดินทาง, หน้า 3.
อดิศร เกิดมงคล International
Rescue Committee (IRC).นโยบายจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ
ปี 51: สถานการณ์ปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต, 2551
บทความจากเว็บไซต์
พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, คุณชลฤทัยแจ้งมาว่าน้องออยล์
สุพัตรา ซอหริ่ง ปลอดภัยแล้วค่ะ แต่ยังต้องให้ออกซิเจน:
กระทู้เพื่อเล่าเรื่องของน้องออยล์ให้สังคมได้รับรู้ ,http://www.archanwell.org/newwebboard/main.php?board=000235&topboard=1 (วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2549)
พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร,กรณีของน้องออย สุพัตรา ซอหริ่ง : การต่อสู้ครั้งใหม่ของแม่และป้าซึ่งเป็นอดีตคนไร้สัญชาติเพื่อลูกและหลานน้อยที่ยังไร้สัญชาติ,http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=290&d_id=289 (วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2549)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น